การประชุมของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
เมื่อที่ประชุมหยิบวาระดิจิทัลทีวี “แพ็กใหญ่” ขึ้นพิจารณา ทั้งร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 แผนที่นำทาง หรือ Roadmap อนาคตทีวีดิจิทัล และข้อเสนอจัดตั้ง แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ หรือ National Streaming Platform
แม้ใช้เวลาหารือนานกว่า 6 ชั่วโมง แต่ยังไม่มีข้อสรุปในสาระสำคัญ จึงต้องนัดประชุมต่อในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน
วาระนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสร้างแอปฯ ดูโทรทัศน์เพิ่มอีกหนึ่งแอปฯ แต่เป็นคำถามระดับยุทธศาสตร์ว่า เมื่อผู้ชมย้ายจากเสาอากาศและรีโมต ไปสู่โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตทีวี และอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยจะยังมี “ประตูสาธารณะ” สำหรับเข้าถึงข่าวสาร ความรู้ และคอนเทนต์ของคนไทยหรือไม่
หรือเราจะยอมให้ประตูทุกบานอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ
ช่องทีวีไม่ได้เป็นเจ้าของทางเข้าสู่ผู้ชมอีกแล้ว
ในยุคโทรทัศน์ภาคพื้นดิน สถานีโทรทัศน์เป็นทั้งผู้ผลิตเนื้อหาและช่องทางตรงไปถึงประชาชน เมื่อเปิดโทรทัศน์ ช่องต่าง ๆ จะเรียงตามหมายเลขบนรีโมต ผู้ชมเข้าถึงข่าว ละคร สารคดี กีฬา และรายการเด็กได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางมากนัก
แต่บนโลกออนไลน์ โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไป สถานียังเป็นเจ้าของคอนเทนต์ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของทางเข้าสู่ผู้ชม
ทางเข้าถูกควบคุมโดยระบบปฏิบัติการสมาร์ตทีวี ร้านแอปฯ เสิร์ชเอนจิน โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มวิดีโอ และบริการสตรีมมิ่งระดับโลก
ใครจะอยู่บนหน้าจอแรก ใครถูกแนะนำ ใครถูกค้นพบ และใครต้องจ่ายเงินเพื่อให้คนมองเห็น ล้วนขึ้นอยู่กับกติกาและอัลกอริทึมของเจ้าของแพลตฟอร์ม
อัลกอริทึมเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลสิทธิประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร ไม่ได้มีพันธกิจส่งเสริมภาษา วัฒนธรรม ข่าวท้องถิ่น รายการเด็ก หรือการสื่อสารยามภัยพิบัติ เป้าหมายหลักคือทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด เก็บข้อมูลได้มากที่สุด และสร้างรายได้สูงที่สุด
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มต่างชาติเป็นผู้ร้าย แต่อยู่ที่ ประเทศไทยกำลังนำระบบสื่อทั้งประเทศไปฝากไว้กับโครงสร้างธุรกิจที่เราไม่มีอำนาจกำหนดกติกา
ไม่ใช่ Netflix แห่งชาติ
เมื่อพูดถึง National Streaming Platform หลายคนอาจเข้าใจว่า กสทช. หรือรัฐบาลกำลังจะสร้าง Netflix สัญชาติไทยขึ้นมาแข่งขันกับ Netflix, YouTube หรือ TikTok หากคิดเช่นนั้น โครงการนี้มีโอกาสล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำเงินสาธารณะไปแข่งขันซื้อภาพยนตร์และซีรีส์กับบริษัทระดับโลก ยิ่งไม่ควรสร้าง “แอปฯ ราชการ” ที่ใช้งบประมาณสูง มีขั้นตอนซับซ้อน แต่สุดท้ายไม่มีคนดู
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของระบบโทรทัศน์ไทยบนอินเทอร์เน็ต เป็นถนนกลางที่ผู้ประกอบการหลายรายใช้ร่วมกัน ขณะที่แต่ละสถานียังเป็นเจ้าของช่อง แบรนด์ ลิขสิทธิ์ รายได้ และความสัมพันธ์กับผู้ชมของตัวเอง
แพลตฟอร์มกลางควรรวบรวมช่องฟรีทีวี สื่อสาธารณะ สื่อท้องถิ่น วิทยุ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ไว้ในทางเข้าที่ประชาชนเข้าถึงง่าย รองรับทั้งการถ่ายทอดสด การรับชมย้อนหลัง การค้นหาข้ามช่อง คำบรรยาย ล่ามภาษามือ เสียงบรรยายภาพ และการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน
โครงสร้างพื้นฐานร่วม ลดต้นทุนทั้งอุตสาหกรรม
ปัจจุบันแต่ละสถานีต้องลงทุนระบบสตรีมมิ่งของตนเอง ตั้งแต่เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบสมาชิก เครื่องเล่นวิดีโอ ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบโฆษณา ระบบวัดผู้ชม ไปจนถึงการรักษาความปลอดภัย
ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอลงทุนได้ แต่รายกลางและรายเล็กต้องแบกรับต้นทุนเทคโนโลยีสูงขึ้น ขณะที่รายได้โฆษณาไหลออกไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติมากขึ้น
National Streaming Platform จึงควรเป็น โครงสร้างพื้นฐานร่วมเพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดใช้เทคโนโลยีมาตรฐานเดียวกัน แล้วแข่งขันกันด้วยคุณภาพคอนเทนต์ ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์
ข้อมูลการรับชมควรกลับมาเป็นประโยชน์ต่อระบบสื่อไทย ช่วยให้สถานีเข้าใจผู้ชม วางแผนผลิตรายการ และพัฒนารายได้ โดยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและระบบตรวจสอบที่เข้มงวด
ไทยพีบีเอสมีฐานความพร้อมจาก VIPA
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้น National Streaming Platform จากศูนย์ เพราะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส มีบริการสตรีมมิ่ง VIPA เป็นฐานอยู่แล้ว
VIPA มีทั้งระบบถ่ายทอดสด คอนเทนต์ย้อนหลัง ระบบสมาชิก เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และบริการผ่านสมาร์ตทีวี รวมถึงประสบการณ์ด้านการบริหารลิขสิทธิ์ การจัดการคอนเทนต์ และการให้บริการที่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
แต่ก้าวต่อไปของ VIPA ไม่ควรเป็นเพียงการขยายตัวให้เป็นแพลตฟอร์มของไทยพีบีเอสที่ใหญ่ขึ้น หากต้อง เปิดกว้างให้สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ผู้ประกอบการโครงข่าย ผู้ผลิตอิสระ สื่อท้องถิ่น และองค์กรสาธารณะเข้ามาร่วมใช้และร่วมออกแบบ
ไทยพีบีเอสสามารถทำหน้าที่เป็นแกนหลักในระยะตั้งต้น เพราะมีสถานะเป็นสื่อสาธารณะ ไม่ได้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด และมีพันธกิจให้บริการประชาชนทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การเป็นแกนหลักไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมทุกอย่าง แพลตฟอร์มต้องมีระบบบริหารที่เป็นกลาง เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกำหนดทิศทาง และรับรองว่าทุกสถานีได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ช่องของไทยพีบีเอสต้องไม่ถูกจัดวางให้ได้เปรียบกว่าสถานีอื่น หลักเกณฑ์การค้นหา การจัดอันดับ และการแนะนำเนื้อหาต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ถูกใช้เพื่อประโยชน์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง
อัลกอริทึมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
จุดแข็งของ National Streaming Platform ไม่ควรหยุดอยู่ที่การรวมช่องโทรทัศน์ไว้ในแอปเดียว หัวใจสำคัญคือการพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์มักแนะนำคอนเทนต์ที่สร้างยอดชมและการมีส่วนร่วมสูงที่สุด แต่แพลตฟอร์มสาธารณะควรคำนึงถึงความสนใจของผู้ชม ความหลากหลายของเนื้อหา คุณค่าทางสังคม และสิทธิในการรับรู้ข่าวสารไปพร้อมกัน
ผู้ชมควรได้รับการแนะนำข่าวที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของตน รายการเด็ก สารคดี สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ขณะที่คอนเทนต์จากผู้ผลิตรายเล็กหรือสื่อท้องถิ่นก็ควรมีโอกาสถูกค้นพบ
ข้อมูลการรับชมยังช่วยชี้ว่า ประชาชนต้องการเนื้อหาอะไร คอนเทนต์ประเภทใดยังขาดแคลน และพื้นที่ใดไม่ได้รับการนำเสนออย่างเพียงพอ นี่คือ การใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับคุณภาพคอนเทนต์ ไม่ใช่เพียงเพื่อขายโฆษณาหรือทำให้ผู้ชมติดหน้าจอ
ข้อมูลและอัลกอริทึมต้องไม่เป็นทรัพย์สินผูกขาดของไทยพีบีเอส สถานีที่เข้าร่วมควรเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นธรรม ภายใต้กติกาเดียวกันและมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน
บทเรียนจากต่างประเทศ
อังกฤษไม่ได้ปล่อยให้ BBC ต่อสู้กับแพลตฟอร์มระดับโลกเพียงลำพัง BBC ร่วมกับ ITV, Channel 4 และ Channel 5 จัดตั้ง Everyone TV เพื่อบริหาร Freeview, Freesat และแพลตฟอร์ม Freely
Freely ทำให้ประชาชนรับชมช่องสดและรายการย้อนหลังจากสถานีหลักผ่านอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตทีวีได้ในที่เดียว โดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือน บทเรียนสำคัญคือ สื่อสาธารณะไม่ได้สร้างกำแพงล้อมคอนเทนต์ของตัวเอง แต่ร่วมกับสถานีเชิงพาณิชย์สร้างประตูร่วมของอุตสาหกรร
เยอรมนีมี ARD และ ZDF เชื่อมแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายสตรีมมิ่งร่วม ผู้ชมค้นหาและรับชมคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์มได้ ขณะที่ระบบแนะนำเนื้อหายึดพันธกิจสาธารณะ ไม่ได้วัดจากยอดคลิกเพียงอย่างเดียว
ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มี Freeview ซึ่งเชื่อมบริการของสื่อสาธารณะกับสถานีเชิงพาณิชย์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงช่องสดและคอนเทนต์ย้อนหลังผ่านระบบร่วมกัน
บทเรียนของทุกประเทศตรงกันว่า ไม่มีสถานีใด แม้แต่สื่อสาธารณะขนาดใหญ่ จะต่อสู้กับแพลตฟอร์มระดับโลกได้เพียงลำพัง สถานีอาจแข่งขันกันด้านข่าว รายการ และรายได้ แต่ต้องร่วมมือกันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานเทคโนโลยี และทางเข้าสู่ผู้ชม
แพลตฟอร์มสาธารณะ ไม่ใช่แพลตฟอร์มรัฐบาล
คำว่า National ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแพลตฟอร์มของรัฐบาล และคำว่าสาธารณะก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐจะเข้ามาควบคุมเนื้อหา
หากรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองสามารถแทรกแซงข่าว การจัดอันดับ หรือการแนะนำคอนเทนต์ได้ แพลตฟอร์มนี้จะสูญเสียความน่าเชื่อถือทันที
รูปแบบบริหารควรเป็นอิสระ มีตัวแทนจากไทยพีบีเอส ทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการโครงข่าย ผู้ผลิตอิสระ ผู้บริโภค นักวิชาการ คนพิการ และภาคประชาสังคม
ไทยพีบีเอสสามารถสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและการเริ่มต้น แต่ไม่ควรผูกขาดอำนาจตัดสินใจ ส่วน กสทช. ควรทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกลไกสนับสนุน ไม่ใช่ลงมาเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มหรือบรรณาธิการเสียเอง
จาก Must Carry สู่ Must Be Found
ในอดีต นโยบาย Must Carry ทำให้ช่องฟรีทีวีเข้าถึงประชาชนผ่านโครงข่ายต่าง ๆ แต่ในยุคสมาร์ตทีวี แค่มีสัญญาณอยู่ยังไม่เพียงพอ เพราะช่องและรายการอาจถูกซ่อนอยู่หลังเมนูหลายชั้นจนแทบไม่มีใครค้นพบ
กติกายุคใหม่จึงต้องก้าวจาก Must Carry ไปสู่ Must Be Found ไม่เพียงนำพาช่องไปถึงผู้ชม แต่ต้องรับประกันว่าคอนเทนต์ที่มีความสำคัญต่อสาธารณะจะถูกค้นพบได้ง่าย
National Streaming Platform จึงต้องเชื่อมกับสมาร์ตทีวีและอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานกลางที่ผู้ผลิตอุปกรณ์รองรับ และเปิดให้ประชาชนจัดเรียงช่องตามความต้องการ
วันที่ 22 มิถุนายน ต้องไม่จบเพียง “รับทราบ”
การประชุมต่อของ กสทช. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 จึงเป็นบททดสอบสำคัญ กรรมการทั้ง 7 คนอาจยังไม่จำเป็นต้องอนุมัติงบประมาณหรือเลือกรูปแบบผู้ดำเนินการทันที
แต่ควรลงมติเห็นชอบในหลักการว่า ประเทศไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับการเข้าถึงฟรีทีวีและคอนเทนต์สาธารณะผ่านอินเทอร์เน็ต
จากนั้นต้องกำหนดกรอบเวลาให้สำนักงาน กสทช. ร่วมกับไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ผู้ประกอบการโครงข่าย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ออกแบบระบบร่วมกัน ทั้งรูปแบบการลงทุน ธรรมาภิบาล เทคโนโลยี การคุ้มครองข้อมูล ระบบวัดผู้ชม และหลักเกณฑ์การใช้อัลกอริทึม
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การส่งเรื่องกลับไปศึกษาใหม่อย่างไม่มีวันจบ จนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 แต่ประเทศไทยยังไม่มีสะพานรองรับการเปลี่ยนผ่าน
National Streaming Platform ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือธุรกิจทีวีที่กำลังตกยุค แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวสาร วัฒนธรรม และความมั่นคงทางสื่อของประเทศ
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปิดกั้นแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ต้องมีบ้านของตัวเองที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ โดยไม่ต้องเป็นผู้เช่าตลอดไป
วันที่ 22 มิถุนายนนี้ กสทช. จึงไม่ได้ตัดสินเพียงว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติหรือไม่ แต่กำลังตัดสินว่า เราจะใช้ความพร้อมที่มีอยู่สร้างประตูสาธารณะของสื่อไทยขึ้นมาเอง หรือยอมมอบทั้งผู้ชม ข้อมูล และกุญแจเข้าสู่ระบบสื่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติถือไว้ทั้งหมด
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









