คำถามว่า “ประธาน กสทช.มีไว้ทำไม” อาจฟังดูแรง แต่ในสถานการณ์วันนี้ คำถามนี้ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่เสียงบ่นของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และไม่ใช่ความหงุดหงิดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล องค์กรวิชาชีพสื่อ นักวิชาการ คนทำงานในอุตสาหกรรม และผู้บริโภค ต่างส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
ความเสียหายนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่ตัดสินใจขององค์กรกำกับดูแลที่ควรทำหน้าที่กำหนดอนาคตระบบสื่อสารของประเทศ
วันที่ 21 พฤษภาคม ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลรุมวิพากษ์ กสทช.ในสภาอย่างหนัก หลายประเด็นถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถาม ตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงาน การคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับโทรคมนาคม ไปจนถึงอนาคตกิจการโทรทัศน์ ถึงขั้นมีเสียงเสนอให้ยุบหรือปรับโครงสร้าง กสทช.
วันที่ 26 พฤษภาคม สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ยื่นหนังสือถึง กสทช. ขอให้เร่งประกาศ Roadmap กิจการโทรทัศน์หลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 พร้อมขีดเส้นให้ต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพราะเหลือเวลาไม่ถึง 3 ปี แต่ผู้ประกอบการยังไม่รู้เลยว่าอนาคตฟรีทีวีไทยจะเดินไปทางไหน
จะต่อใบอนุญาตหรือไม่ จะประมูลใหม่หรือไม่ จำนวนช่องจะเหลือเท่าไร ค่าเช่า MUX จะปรับอย่างไร คลื่นความถี่จะถูกจัดการแบบไหน และประชาชนจะยังมีหลักประกันในการเข้าถึงฟรีทีวีหรือไม่
ธุรกิจทีวีไม่ใช่กิจการที่วางแผนเดือนต่อเดือน การลงทุนด้านข่าว ละคร กีฬา สารคดี เทคโนโลยี ระบบส่งสัญญาณ บุคลากร และบริษัทผลิตรายการ ต้องใช้แผนระยะยาว หากไม่มี Roadmap ผู้ประกอบการก็ไม่รู้ว่าจะลงทุนต่อ หรือค่อย ๆ ถอยออกจากอุตสาหกรรม
วันเดียวกัน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ออกมาพูดถึงการปรับโครงสร้าง กสทช. สะท้อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาภายในบอร์ดอีกต่อไป แต่กลายเป็นคำถามเชิงนโยบายระดับรัฐบาลว่า องค์กรกำกับดูแลรูปแบบปัจจุบันยังตอบโจทย์ประเทศหรือไม่
แต่ในการประชุม กสทช.วันที่ 26-27 พฤษภาคม วาระสำคัญอย่าง Roadmap Digital TV และการกำกับ OTT กลับยังไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง ทั้งที่แรงกดดันจากภายนอกชัดเจนขึ้นทุกวัน
26 พ.ค.2569 ตัวแทนผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล เข้ายื่นหนังสือถึงศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเร่งรัดให้กำหนดกรอบเวลาและประกาศ “แผนแม่บทและแผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์ภายหลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572” ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิ.ย.69
เมื่อวาระอนาคตฟรีทีวีไทย อนาคต OTT และสิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารถูกปล่อยให้ค้าง แต่กลับมีวาระอื่น เช่น KPI หรือหลักสูตรต่าง ๆ เข้ามาแทรกก่อน คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมช้า” แต่ต้องถามว่า “ใครเป็นคนจัดลำดับความสำคัญของประเทศ”
วันที่ 28 พฤษภาคม อ.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ ขึ้นเวทีกองทุนสื่อและตั้งคำถามแรงว่า “กสทช.มีไว้ทำไม” พร้อมโยงไปถึงคำถามว่า “ทีวีไทยมีไว้ทำไม” และ “คนทำทีวีจะอยู่อย่างไร”
น้ำหนักของคำถามนี้ไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้มาจากคนนอก แต่มาจากกรรมการ กสทช.เองที่รับผิดชอบด้านกิจการโทรทัศน์ และเห็นปัญหาว่ากระบวนการภายในกำลังทำให้วาระสำคัญถูกดอง ถูกเลื่อน หรือถูกแทรกจนไม่มีการตัดสินใจ
วันที่ 29 พฤษภาคม เวทีเสวนาขององค์กรวิชาชีพสื่อ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ลุกลามจากปัญหาอุตสาหกรรม ไปสู่ปัญหาสิทธิของประชาชน
ฟรีทีวีไม่ใช่เพียงธุรกิจของเจ้าของช่อง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ เป็น Safety Net ของสังคม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนต่างจังหวัด คนรายได้น้อย และประชาชนที่ยังอยู่ในช่องว่างทางดิจิทัล
ในยามปกติ คนอาจดูทีวีลดลง แต่ในยามวิกฤต ภัยพิบัติ โรคระบาด ความขัดแย้งทางการเมือง หรือสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ ฟรีทีวียังเป็นช่องทางสื่อสารที่รัฐและประชาชนต้องพึ่งพา
หากฟรีทีวีอ่อนแรงจนล้มลง คำถามไม่ใช่แค่เจ้าของช่องจะอยู่ได้หรือไม่ แต่คือประเทศจะเหลือระบบสื่อสารสาธารณะอะไรไว้ค้ำยันสังคม
อีกด้านหนึ่ง OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติกำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบกำกับดูแลที่เท่าทัน ทั้งเรื่องภาษี ความรับผิดชอบต่อเนื้อหา ข่าวปลอม อาชญากรรมไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค และความเป็นธรรมในการแข่งขัน
ทีวีดิจิทัลไทยถูกกำกับเข้ม ต้องมีใบอนุญาต ต้องรับผิดชอบเนื้อหา ต้องแบกรับต้นทุนโครงข่าย แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติกลับกวาดรายได้ กวาดผู้ชม กวาดข้อมูล และใช้อัลกอริทึมบงการการมองเห็นของผู้บริโภค โดยแทบไม่ต้องรับผิดชอบในระดับเดียวกัน
นี่ไม่ใช่การแข่งขันเสรี แต่นี่คือการแข่งขันที่บิดเบี้ยว และ กสทช.มีหน้าที่ต้องแก้ ไม่ใช่นั่งดู
ในบริบทนี้ แนวคิด National Streaming Platform จึงไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหาย เพราะนี่ไม่ใช่แค่โครงการเทคโนโลยี แต่คือ “ทางเลือกของประเทศ” เพื่อคานอำนาจแพลตฟอร์มต่างชาติ
วันนี้แพลตฟอร์มต่างชาติไม่ได้เป็นแค่ช่องทางเผยแพร่คอนเทนต์ แต่กำลังกลายเป็นผู้กำหนดเกมของทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่การคัดเลือกคอนเทนต์ การกำหนดราคา การต่อรองสิทธิ์ การแบ่งรายได้ ไปจนถึงอัลกอริทึมที่กำหนดว่าคอนเทนต์ใดจะถูกเห็นและคอนเทนต์ใดจะถูกกลบหายไป
อัลกอริทึมเหล่านี้ไม่ได้ทำงานบนหลักประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายของสังคมไทย แต่ทำงานบนผลประโยชน์เชิงธุรกิจของแพลตฟอร์มเป็นหลัก
เมื่อผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยต้องพึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติแทบทั้งหมด พวกเขาก็แทบไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องยอมรับเงื่อนไขเรื่องราคา สิทธิ์ การโปรโมต และรูปแบบคอนเทนต์ที่แพลตฟอร์มต้องการ สุดท้ายอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจะถูกบีบให้ผลิตตามรสนิยมของอัลกอริทึม มากกว่าความหลากหลายของสังคมไทย
National Streaming Platform จึงควรเป็นแพลตฟอร์มกลางของไทย เป็นแอปรวมฟรีทีวี คอนเทนต์สาธารณะ คอนเทนต์ท้องถิ่น ข่าวสารยามวิกฤต และผลงานของผู้ผลิตไทย เพื่อให้ประเทศยังมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง ไม่ต้องฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
ถ้า กสทช.มีวิสัยทัศน์ Roadmap ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 ต้องไม่จบแค่การต่อใบอนุญาตหรือจัดสรรคลื่น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยจะสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองอย่างไร จะคานอำนาจแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างไร และจะปกป้องผู้ผลิตคอนเทนต์กับผู้บริโภคไทยจากการถูกบงการด้วยอัลกอริทึมเชิงธุรกิจอย่างไร
คำถามจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ใครได้ประโยชน์จากความล่าช้านี้
- ใครได้ประโยชน์จากการที่ฟรีทีวีไทยอ่อนแรง
- ใครได้ประโยชน์จากการที่ OTT ยังไร้กำกับ
- ใครได้ประโยชน์จากการที่ผู้ประกอบการทีวีไม่กล้าลงทุน
- ใครได้ประโยชน์จากการที่ระบบสื่อไทยถูกผลักให้พึ่งพาแพลตฟอร์ม โครงข่าย และทุนขนาดใหญ่
นี่คือเหตุผลที่สังคมต้องตั้งคำถามถึงเงามืดของทุนเทเลคอมเหนือบอร์ด กสทช. ว่ายังมีอยู่หรือไม่ มีอิทธิพลต่อการจัดวาระ การชะลอวาระ หรือการทำให้เรื่องสำคัญเดินหน้าไม่ได้หรือไม่
เพราะที่ผ่านมา กสทช.ถูกตั้งคำถามหลายครั้งในประเด็นที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของทุนโทรคมนาคม ทั้งการควบรวมกิจการ การกำกับการแข่งขัน ค่าบริการ คุณภาพบริการ และการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อมาถึงเรื่อง Roadmap ทีวีดิจิทัลและ OTT ภาพเดิมจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง
อีกประเด็นที่สังคมมีสิทธิตรวจสอบคือบทบาทของคนรอบตัวประธาน กสทช. โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัวประธาน กสทช. ซึ่งอยู่ในแวดวงสำนักงาน กสทช.มายาวนาน และถูกจับตามองจากคนในวงการว่า มีอิทธิพลต่อการกลั่นกรองข้อมูล การให้ความเห็น หรือการชี้นำทิศทางประธานมากน้อยเพียงใด
เรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวหาเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นคำถามเชิงธรรมาภิบาลว่า ในกระบวนการกำหนดวาระสำคัญของประเทศ ใครคือผู้มีบทบาทตัวจริง
ประธาน กสทช.เป็นผู้ตัดสินใจจริงหรือไม่ มีใครสามารถชะลอ ดอง หรือกันวาระสำคัญออกจากที่ประชุมได้หรือไม่ และหากมีความเห็นในทำนองว่า “ยังไม่รู้จะกำกับ OTT อย่างไร” หรือกลัวว่าจะถูกโจมตีว่าเป็น Single Gateway กรอบคิดแบบนี้กำลังชี้นำประธาน กสทช.อยู่หรือไม่
เพราะการกำกับ OTT ไม่ใช่ Single Gateway ไม่ใช่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ต แต่คือการสร้างกติกาที่เป็นธรรมระหว่างทีวีไทยที่ถูกกำกับเข้ม กับแพลตฟอร์มข้ามชาติที่เติบโตโดยแทบไม่ต้องรับผิดชอบในระดับเดียวกัน
ถ้ากรอบคิดแบบนี้ยังครอบงำองค์กรกำกับดูแล นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือปัญหาใหญ่ของประเทศ
วันที่ 5 มิถุนายน คณะกรรมการสรรหา กสทช.จะประชุมนัดที่ 2 เพื่อพิจารณาประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. สังคมจึงไม่ได้รอเพียงคำตอบทางกฎหมายว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ แต่รอคำตอบที่ใหญ่กว่านั้นว่า หากมีปัญหาความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วใครต้องรับผิดชอบ
วาระสำคัญที่ถูกดอง ใครต้องอธิบาย อนาคตทีวีดิจิทัลที่ถูกปล่อยให้คลุมเครือ ใครต้องรับผิด OTT ที่ไร้กำกับจนทุนใหญ่และแพลตฟอร์มข้ามชาติได้เปรียบ ใครต้องตอบสังคม และประธาน กสทช.คนนี้ยังควรอยู่ต่อหรือไม่
วันนี้การไม่ตัดสินใจไม่ใช่ความเป็นกลาง
- การไม่ตัดสินใจคือการปล่อยให้ทุนใหญ่ได้เปรียบ
- การไม่ตัดสินใจคือการปล่อยให้ทีวีดิจิทัลอ่อนแรง
- การไม่ตัดสินใจคือการปล่อยให้ OTT โตโดยไร้กติกา
- การไม่ตัดสินใจคือการปล่อยให้อำนาจกำหนดอนาคตสื่อไทยหลุดจากมือคนไทยไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น คำถามวันนี้จึงไม่ใช่แค่ กสทช.มีไว้ทำไม แต่ต้องถามให้ดัง ชัด และตรงกว่าเดิมว่า
“ประธาน กสทช.มีไว้ทำไม”
มีไว้เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ หรือมีไว้เพื่อปล่อยให้ทุนใหญ่เดินเกม มีไว้เพื่อตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศ หรือมีไว้เพื่อดองเรื่องใหญ่ไว้จนเสียหาย มีไว้เพื่อกำกับอนาคตสื่อไทย หรือมีไว้เพื่อดูทีวีดิจิทัลล่มลงต่อหน้าต่อตา
ในวันที่ทุกฝ่ายประสานเสียงว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว หากประธาน กสทช.ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ และเพื่อใคร สังคมก็ต้องถามให้ดังที่สุดว่า
เรายังควรฝากอนาคตระบบสื่อสารของประเทศ
ไว้กับประธาน กสทช.คนนี้อีกหรือไม่
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









