“ชาไข่มุก” หวานหนุบหนับกับที่มาระดับซอฟต์พาวเวอร์ !


วันสำคัญ

วิรินทร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร | จูล~Joule

แชร์

“ชาไข่มุก” หวานหนุบหนับกับที่มาระดับซอฟต์พาวเวอร์ !

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3927

“ชาไข่มุก” หวานหนุบหนับกับที่มาระดับซอฟต์พาวเวอร์ !

ตอนที่ไข่มุกวิ่งผ่านหลอดมาด้วยความเร็วสูง ใช้เวลาจากก้นแก้วถึงปากหลอดมาไม่เกินเสี้ยววินาที พร้อมบวกด้วยชานมรสชาติหอมมัน นั่นคือความฟินขั้นสุดที่สายน้ำชงต้องใจละลาย เพราะทุกความไม่สบายใจจะถูกพังทลายลงได้ด้วยความหวานเข้มหนุบหนับ ใช่แล้ว! นี่คือนิยามความสุขที่ “ชาไข่มุก” มอบให้เราในฐานะ “แก้วโปรด” ที่จะเยียวยาทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ในพริบตา

“ชาไข่มุก” เครื่องดื่มที่มีวัตถุดิบพิเศษ

เจ้าเม็ดกลม ๆ สีดำใน “ชาไข่มุก” ไม่ได้มีส่วนผสมของไข่มุกจริง ๆ จากท้องทะเลอะไรหรอกนะ แต่เป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยจากรูปทรงของมันต่างหากล่ะ ซึ่งในปัจจุบันก็ถูกพัฒนาให้มีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นดั้งเดิมอย่าง “ไข่มุก” ที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลจากน้ำตาลทรายแดง (บางเจ้าก็ใช้คาราเมล) ผสมกับแป้งมันสำปะหลังและน้ำร้อน นวดแป้งเป็นก้อน แล้วปั้นให้เป็นเม็ดกลมขนาดพอดีกลืน วิธีการเหมือนการทำ “ไข่มุกสีทอง” ไข่มุกรุ่นพัฒนาที่ใช้น้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมสีทองมาแทนความหวานและสีแบบรุ่นดั้งเดิม

นอกจากนี้โลกของความหวานหนุบหนับยังมี “ไข่มุกขาว” ทำจากบุกที่ให้รสสัมผัสกรุบ ๆ สู้ฟันต่างจากไข่มุก 2 แบบก่อนหน้า และมีแคลอรี่ต่ำกว่าเยอะ ทำให้เป็นขวัญใจของชาวน้ำชงสายสุขภาพ ส่วนสายวิทยาศาสตร์ Food Tech “ชาไข่มุก” จะไปทาง “Popping Boba” หรือไข่มุกที่เข้าปากไปแล้วระเบิดตู้ม! กลายเป็นน้ำผลไม้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน นี่คือเทคนิคทางเคมีอาหาร ที่เรียกว่า “Spherification” นั่นเอง

จริง ๆ แล้วเจ้าแป้งเม็ดกลมเคี้ยวเพลินในแก้ว “ชาไข่มุก” คือขนมหวานดั้งเดิมของไต้หวันที่มีชื่อว่า “เฝิ่น เหยิน (粉圓)” ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งมันเทศที่นำไปต้มให้สุก ราดน้ำเชื่อม ใส่น้ำแข็ง กินคู่กับถั่วแดงหรือเผือก อารมณ์คล้าย ๆ น้ำแข็งไสหรือเต้าทึงที่เราชอบกินกันนั่นแหละ คนไต้หวันนิยมกินในเทศกาลต่าง ๆ หรือช่วงวันรวมญาติ จากชื่อที่เป็นมงคลของคำว่า “เหยิน (หยวน)” แปลว่า วงกลม ซึ่งสื่อถึงความกลมเกลียวและการกลับมาเจอกันของคนในครอบครัว

“ชาไข่มุก” กับวันเกิดระดับซอฟต์พาวเวอร์

อยากรู้แล้วล่ะสิ ใครเป็นคนต้นเรื่องที่ทำให้ “ชาไข่มุก” แพร่หลายและดังไกลไประดับโลก! เรื่องนี้มีที่มาจากสองร้าน “ชาไข่มุก” เจ้าดังในไต้หวัน ซึ่งเขาถกเถียงกันว่าฉันนี่แหละเจ๊ดันของ “ชาไข่มุก”

ร้าน Chun Shui Tang (เมืองไทจง) บอกว่าในปี 2531 (ค.ศ. 1988) ระหว่างการประชุมที่กำลังเข้มข้น “คุณหลินซิ่วฮุ่ย” ผู้จัดการร้าน เกิดมือซน เทขนม “เฝิ่น เหยิน (粉圓)” ที่เพิ่งซื้อมา ลงไปผสมในแก้วชาอัสสัมเย็น ทุกคนในที่ประชุมลงความเห็นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายว่า นี่มันอร่อยมาก!

ส่วนร้าน Hanlin Tea Room (เมืองไถหนาน) ก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน บอกว่าในปี 2529 (ค.ศ. 1986) “คุณถูจงเหอ” เจ้าของร้าน ไปเดินจ่ายตลาดแล้วเห็น “เม็ดสาคูขาว” เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าลองเอามาใส่ในชาจะเป็นยังไงนะ ? กลายเป็นที่มาของ “ชาไข่มุก” ที่เป็นชาไข่มุกสีขาวเจ้าแรก (เขาว่ามาแบบนั้นนะ)

แต่ไม่ว่า “ชาไข่มุก” แก้วแรกของไต้หวันจะมาจากร้านไหน ที่แน่ ๆ มันดังไกลไปในระดับซอฟต์พาวเวอร์โดย “ร้านชากังฟู (Kung Fu Tea)” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยทางร้านได้เสนอไปยัง National Day Calendar ให้วันที่ 30 เมษายน ซึ่งตรงกับวันก่อตั้งร้าน ให้เป็น “วันชาไข่มุกแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) หรือ (National Bubble Tea Day)” ต่อมาจึงมีการยอมรับและประกาศลงหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการครั้งแรก ในปี 2562 “ชาไข่มุก” ก็เลยมีวันเกิดของตัวเองมานับแต่นั้น

“ชาไข่มุก” ถึงจะหวานอร่อย แต่กินบ่อยก็ไม่ดี

เห็นหวานได้ใจแบบนี้ ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ว่าจะ “ชาไข่มุก” หรือเมนูอื่นใด หากเรากินมากเกินไปก็อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราได้เหมือนกัน

  • แคลอรี่สูง : ในชาไข่มุก 1 แก้ว อาจมีพลังงานสูงถึง 300-500 แคลอรี่ (นั่นเท่ากับข้าวมันไก่ 1 จานเลยนะ!)
  • น้ำตาลสูงเกิน : ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และผิวพรรณเหี่ยวย่น
  • ท้องอืด : แป้งมันสำปะหลังที่เคี้ยวไม่ละเอียดอาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ชาวคณะน้ำชงไม่ต้องเศร้านะ เพราะเรามีคำแนะนำดี ๆ ในการกิน “ชาไข่มุก” มาฝากกันด้วย คราวหน้าจะได้กินโดยไม่รู้สึกผิดต่อร่างกายจนเกินไป

  • ปริมาณที่แนะนำ : ไม่ควรกิน “ชาไข่มุก” เกิน 1-2 แก้วต่อสัปดาห์
  • สั่งหวานน้อย : จะเริ่มเบา ๆ ที่ 25% หรือตัดจบด้วย 0% ก็แล้วแต่ความจิตแข็ง คิดซะว่าจะได้ลิ้มชิมรสชาติชาแท้ ๆ ไงล่ะ
  • ขนาดแก้ว : เลือกแก้ว “ชาไข่มุก” ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แทนขนาดใหญ่ เพื่อจำกัดปริมาณแป้งไม่ให้กินมากจนเกินไป
  • ไข่มุกบุก : อีกหนึ่งตัวเลือกที่ทั้งกรุบและดีต่อสุขภาพ เพราะมีแคลอรี่ต่ำ

นอกจากนี้ เรายังอยากแนะนำ “นมทางเลือก (Plant-based Milk)” เทรนด์ใหม่ของคนรักน้ำชงสายสุขภาพ ที่มีให้เลือกมากมาย ขอมัดรวมข้อมูลมาให้ชาวคณะ “ชาไข่มุก” ดูทั้งข้อดีและข้อเสียกันเลย

  • นมโอ๊ต : ให้พลังงาน 120 - 150 กิโลแคลอรี ข้อดีคือ มีไฟเบอร์และมีความนัวระดับสูง ทำให้เป็น No.1 ของร้านน้ำชง แต่ข้อเสียคือ คาร์โบไฮเดรตและแคลอรี่สูงกว่านมจากพืชชนิดอื่น ๆ
  • นมถั่วเหลือง : ให้พลังงาน 80 - 100 กิโลแคลอรี ข้อดีคือ มีโปรตีนสูงใกล้เคียงนมวัว หาซื้อง่าย แถมราคาเป็นมิตร แต่ข้อเสียคือ มีกลิ่นถั่วเฉพาะตัวที่บางคนอาจไม่ค่อยชอบ และอาจมีสารก่อภูมิแพ้ด้วยนะ
  • นมพิสตาชิโอ : ให้พลังงาน 50 - 70 กิโลแคลอรี ข้อดีคือ มีรสชาติหอมเป็นเอกลักษณ์ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่ข้อเสียคือ ราคาสูงและกลิ่นเฉพาะตัวอาจไปกลบรสชาติของชาบางชนิดได้
  • นมอัลมอนด์ : ให้พลังงาน 30 - 50 กิโลแคลอรี ข้อดีคือ มีแคลอรี่ต่ำ วิตามิน E สูง รสชาติมัน ๆ นัว ๆ แต่ข้อเสียคือ โปรตีนน้อย ไม่เหมาะกับคนแพ้ถั่วเปลือกแข็ง

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS On This Dayวันสำคัญวันนี้ในอดีตThai PBS Digital MediaThai PBSไทยพีบีเอสชาไข่มุกชานมไข่มุกวันชาไข่มุกวันชาไข่มุกแห่งชาติNational Bubble Tea DayBubble TeaBoba
วิรินทร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร | จูล~Joule

ผู้เขียน: วิรินทร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร | จูล~Joule

ทาสแมวผู้เลี้ยงกระต่ายอย่างมืออาชีพ รักในศิลปะ การถ่ายภาพและดนตรีนอกกระแส ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ในโรง รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

บทความ NOW แนะนำ