ช่วงสิ้นปีข้ามมาถึงต้นปี เป็นช่วงเวลาที่ฝุ่น PM2.5 สะสมในอากาศสูงกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ เพราะอากาศหนาวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถลอยหายไปไหนได้ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูที่ร้อนที่สุดของปีอย่างเมษายน ทำไมฝุ่นที่สะสมอยู่ปริมาณมากในอากาศจึงไม่มีทีท่าจะลดลงเลย? โดยเฉพาะในภาคเหนือของไทยที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในช่วงนี้
ก่อนอื่นเราต้องมาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานเรื่องสาเหตุการสะสมฝุ่น PM2.5 ว่าฝุ่นยังคงลอยอยู่ในอากาศเสมอ ในช่วงที่วัดค่าฝุ่นได้น้อย เป็นเพราะว่าฝุ่นถูกลมพัดพาให้ลอยขึ้นสูงมากเหนือพื้นดินที่เราอาศัยอยู่ และลมก็อาจพัดพาฝุ่นที่อยู่สูงมากนี้ให้ลอยออกไปไกลจากเราได้ แต่ในช่วงที่วัดค่าฝุ่นได้เยอะก็มักเป็นเพราะว่าลมพัดเอาฝุ่นที่มีอยู่แล้วหรือจากแหล่งกำเนิดใหม่มาสะสมในบริเวณที่เราอาศัยอยู่ กระแสลมจึงเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ค่ามลพิษในอากาศเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ส่วนอุณหภูมิก็มีผลกับการสะสมฝุ่นในชั้นบรรยากาศจริงเช่นกัน เมื่ออากาศร้อนอยู่บริเวณใกล้พื้นดิน ส่วนอากาศเย็นลอยอยู่สูงด้านบน เมื่อเวลาผ่านไป อากาศร้อนซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศเย็นจะเริ่มลอยตัวสูงขึ้น เกิดการพัดพาฝุ่นจากบริเวณใกล้พื้นดินให้ลอยสูงขึ้นไปด้วย อากาศบริเวณที่เราอาศัยอยู่จึงสะอาด กลับกันเมื่ออากาศเย็นลอยอยู่บริเวณพื้นดิน ความหนาแน่นของอากาศเย็นที่มากกว่าอากาศร้อนทำให้ไม่สามารถพัดพาฝุ่นให้ลอยสูงขึ้นได้ แต่ต้องถูกอากาศร้อนที่อยู่สูงขึ้นไปกดทับคล้ายฝาชีครอบ ฝุ่นจึงสะสมในช่วงฤดูหนาวมากเป็นพิเศษ

เรื่องน่าแปลกใจคือ หากดูจากสถิติค่ามลพิษทางอากาศย้อนหลังของกรุงเทพมหานครในช่วงเดือนเมษายน จะพบว่าเดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่ฝุ่น PM2.5 สะสมรุนแรงมาก ซึ่งเคยเป็นเดือนที่ฝุ่น PM2.5 สะสมมากที่สุดสำหรับบางปีด้วย แม้ว่าปัจจัยต่าง ๆ ในเดือนเมษายนดูเป็นใจให้ค่าฝุ่นลดลงหลายทาง เช่น เดือนเมษายนเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ จนการจราจรหนาแน่นน้อยลง หรืออุณหภูมิในอากาศที่ร้อนควรจะพัดพาเอาฝุ่นบริเวณพื้นดินให้ลอยสูงขึ้นไป แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่แบบนั้น
อย่างที่เล่าไปก่อนหน้าว่า กระแสลมเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการสะสมฝุ่นในอากาศ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดพาฝุ่นจากภาคเหนือและภาคกลางมาสะสมบริเวณกรุงเทพมหานคร ทำให้ช่วงฤดูหนาวมีฝุ่นสะสมที่กรุงเทพฯ มากเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงช่วงมีนาคมถึงเมษายน จะอยู่ในช่วงรอยที่ยังไม่มีลมมรสุมใดพัดพามา กระแสลมจึงมักจะอ่อนลงหรือนิ่งสนิท ไม่มีแรงมากพอจะเป่าฝุ่นออกไป ฝุ่นที่มาสะสมในกรุงเทพฯ จึงยังคงสะสมอยู่ในช่วงเมษายนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากเดือนเมษายนเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการพัดพาของลมมรสุมคนละทิศทางการ ความร้อนของเดือนนี้ยังทำให้อากาศนิ่งนั้นยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่ เนื่องจากรังสีความร้อนที่สูงมากแผ่มายังพื้นดิน ทำให้อากาศบริเวณใกล้พื้นดินร้อนและลอยตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนความหนาแน่นของอากาศบริเวณใกล้พื้นดินเดิมเบาบาง เป็นเหมือนช่องว่าง เรียกว่า ‘หย่อมความกดอากาศต่ำ’ ซึ่งช่องว่างนี้ทำให้เกิดการไหลเข้ามาแทนที่ของอากาศจากบริเวณอื่น เมื่อกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่แหล่งกำเนิดฝุ่นปฐมภูมิ แต่ถ้าเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ อาจทำให้ฝุ่นจากแหล่งกำเนิดอื่น ๆ นอกกรุงเทพฯ ไหลเข้ามาสะสมในเมืองได้มากขึ้นนั่นเอง
อีกบริบทหนึ่งที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนคือกิจกรรมสาดน้ำที่พบได้ทั่วทุกมุมเมือง หลายคนอาจเคยได้ยินว่าหน่วยงานต่าง ๆ พยายามลดฝุ่นด้วยการฉีดน้ำขึ้นสู่อากาศ โดยหวังให้หยดน้ำจับกับฝุ่นแล้วตกลงสู่ดินพร้อมหยดน้ำเหล่านั้น ซึ่งผลลัพธ์คือค่าฝุ่นไม่ได้ลดลงจากการฉีดน้ำอย่างที่ตั้งใจ แม้ว่าช่วงสงกรานต์จะมีการสาดน้ำปริมาณที่มากขึ้นกว่าการฉีดน้ำหลายเท่าตัว แต่น้ำที่สาดไปก็ไม่ได้ช่วยลดปริมาณฝุ่นลงได้เลย เพราะหยดน้ำยิ่งรวมกันเยอะ ยิ่งกลายเป็นหยดน้ำที่มีขนาดใหญ่ โดยอาจใหญ่กว่าฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 200 เท่า หรือประมาณ 500 ไมครอน หยดน้ำที่มีขนาดใหญ่จึงสามารถสร้างกระแสลมผลักฝุ่น PM2.5 ที่เบามากให้ลอยละล่องหลบหยดน้ำไปได้ แทนที่จะตกลงพื้นตามหยดน้ำลงมา หรือถึงมันจะจับกับฝุ่นได้ส่วนหนึ่ง แต่ฝุ่นส่วนใหญ่ที่เราเห็นมันบดบังทัศนวิสัยของตึกสูง ๆ มักเป็นฝุ่นที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 500-1,000 เมตร ซึ่งฝุ่นที่ลอยสูงระดับนี้มีปริมาณมหาศาล และการฉีดน้ำสูงไม่เกิน 5 เมตรจากพื้นดิน แทบจะไม่มีผลต่อฝุ่นเหล่านั้นเลย ไม่ว่าจะใช้น้ำเยอะแค่ไหนก็ไม่สามารถลดฝุ่น PM2.5 ให้น้อยลงได้

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่คนกรุงเทพฯ ที่ต้องเฝ้าระวัง แต่คนไทยที่ต้องเผชิญฝุ่นพิษ PM2.5 ทุกปีก็ควรจะได้รับรู้ และหาทางรับมือเผื่อเอาไว้ กับการเผชิญหน้าฝุ่นช่วงเดือนเมษายน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องฝ่าฝุ่นออกไปทำงานให้ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองไว้ และขอให้หมั่นตรวจสอบค่าฝุ่น PM2.5 ก่อนออกจากบ้านเสมอ เพื่อวางแผนรับมือกับแต่ละวันอย่างปลอดภัยที่สุด
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : rocketmedialab, spacebar, cmuccdc, cmuccdc
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech








