ผู้คนมักพบเห็นเจ้าหน้าที่มากมาย ยามเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทว่าในห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเหล่านั้น เราไม่อาจทราบได้ว่า บุคคลที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ มีภารกิจหน้าที่ หรือแม้แต่มีความเชี่ยวชาญในด้านใดเป็นพิเศษ Thai PBS ชวนรู้และเข้าใจ กู้ชีพ กู้ภัย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขามีระดับที่แตกต่างกันอย่างไร และมีหน้าที่อะไรกันบ้าง
กู้ภัย คืออะไร ?
กู้ภัย คือ การช่วยชีวิตผู้ที่ประสบภัย ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วม ไฟป่า หรือแผ่นดินไหว รวมถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน ทั้งนี้การกู้ภัยเน้นที่ "สถานการณ์" และ "การเข้าถึง" โดยมีเป้าหมาย คือ จัดการกับอุปสรรค เพื่อนำตัวผู้ป่วยออกมาจากจุดอันตราย หรือจัดการความไม่ปลอดภัยในที่เกิดเหตุ
หน่วยงานกู้ภัยในประเทศไทย แบ่งได้หลายประเภท ทั้งหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กู้ภัยเทศบาล/อบต. หรือในเขตกรุงเทพก็จะมีศูนย์เอราวัณ ส่วนที่เป็นมูลนิธิการกุศล เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, มูลนิธิร่วมกตัญญู, มูลนิธิกุศลธรรม, มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เป็นต้น
กู้ชีพ คืออะไร ?
กู้ชีพ คือ การปฏิบัติการช่วยชีวิตผู้ที่กำลังเสียชีวิต โดยเน้นที่ “คน” และ “การรักษา” มีเป้าหมายคือ ช่วยเหลือชีวิต รักษาอาการบาดเจ็บ และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้ปลอดภัยที่สุด
หน่วยงานกู้ชีพในประทศไทย อาทิ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), ศูนย์นเรนทร, ศูนย์เอราวัณ, ศูนย์กู้ชีพทางน้ำ, Sky Doctor (กู้ชีพทางอากาศ) รวมถึงรถพยาบาลจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่าง ๆ

วิธีการสังเกต “กู้ชีพ” และ “กู้ภัย” แตกต่างกันอย่างไร ?
กู้ชีพ และ กู้ภัย มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่หลาย ๆ เหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่หน้างาน อาจมีลักษณะที่คลายคลึงกัน วิธีการแยกแยะระหว่ากู้ชีพและกู้ภัยเบื้องต้น ให้สังเกตดังนี้
การแต่งกาย
กู้ชีพ มักสวมชุดหมีหรือชุดแยกชิ้นสีขาว หรือครีม หรือบางคนใส่เสื้อกั๊กที่มีแถบสะท้อนแสงชัดเจน บริวณหลังเสื้อหรือหน้าอกมักมีสัญลักษณ์ "ดาวแห่งชีวิต" (Star of Life) ซึ่งเป็นรูปคทาที่มีงูพันอยู่บนดาว 6 แฉก รวมทั้งมักจะใส่ถุงมือยางตลอดเวลาที่สัมผัสคนเจ็บ
กู้ภัย มักสวมชุดหมีสีเข้ม เช่น สีกรมท่า, สีส้ม หรือสีดำ สังเกตที่เนื้อผ้าจะหนาและทนทานกว่า เพื่อป้องกันของมีคมหรือไฟ ส่วนใหญ่จะสวมรองเท้าบูทนิรภัย และสวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้มักมีอุปกรณ์ติดตัว อาทิ วิทยุสื่อสาร ไฟฉายแรงสูง หรือเครื่องมือช่าง
การสังเกตอื่น ๆ เช่น ข้อความที่ติดข้างรถ หากเป็นรถกู้ชีพ มักมีคำว่า Ambulance ส่วนรถกู้ภัย มักใช้คำว่า Rescue, กู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุ ทีมกู้ภัยมักจะมาถึงก่อน เพื่อเปิดทาง หรือระงับเหตุเฉพาะหน้า ส่วนกู้ชีพจะตามมา และจะทำหน้าที่พาคนเจ็บออกจากสถานที่โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ บางมูลนิธิที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือ อาจติดสติกเกอร์คำว่า “กู้ชีพ-กู้ภัย” ร่วมกัน เนื่องจากมีอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกฝนมาทั้งสองด้านแล้วนั่นเอง

ลักษณะของเจ้าพนักงานที่ให้ความช่วยหลือสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอะไรบ้าง ?
การแบ่งลักษณะของเจ้าหน้าที่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยทั่วไปจะแบ่งตามระยะเวลาของการฝึกอบรม ตลอดจนขอบเขตของการรักษา โดยมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นหน่วยงานผู้กำกับดูแล สามารถแบ่งระดับความเชี่ยวชาญได้ดังนี้
1.ระดับอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ หรือ EMR (Emergency Medical Responder)
เป็นระดับเริ่มต้น ส่วนใหญ่มักเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิต่าง ๆ ต้องผ่านการอบรมเบื้องต้นเป็นระยะเวลา 40 ชั่วโมง โดยสามารถประเมินอาการเบื้องต้น ปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน เช่น ทำแผล ห้ามเลือด ดามกระดูก ทำ CPR และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกวิธีได้
2.ระดับพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ หรือ EMT (Emergency Medical Technician)
เป็นระดับที่สามารถปฏิบัติงานฉุกเฉินแบบพื้นฐานได้ มีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต หรือประสบอุบัติเหตุ ณ จุดเกิดเหตุ หรือบนรถพยาบาลฉุกเฉิน โดยจะให้การปฐมพยาบาล กู้ชีพขั้นพื้นฐาน รวมถึงการช่วยแพทย์หรือพยาบาล ทำหัตถการเบื้องต้น จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ระดับดังกล่าวนี้ต้องผ่านการอบรม 115 – 135 ชั่วโมง
3.ระดับเจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ หรือ AEMT (Advanced EMT)
เป็นบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉินที่มีความสามารถในการรักษาขั้นสูง เช่น การให้ยาบางชนิด การเปิดหลอดเลือดดำ การจัดการทางเดินหายใจขั้นสูง เพื่อดูแลผู้ป่วยวิกฤตก่อนถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ระดับนี้มักจะเป็นกู้ชีพแบบมืออาชีพมากขึ้น ต้องเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเวชกิจฉุกเฉิน (ปวส.ฉพ.) มีระยะวลาในการเรียน 2 ปี
4.ระดับนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ หรือ Paramedic
เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เป็น Advanced Life Support (ALS) หรือผู้ช่วยชีวิตขั้นสูง ณ จุดเกิดเหตุ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดในทีมปฏิบัติการนอกโรงพยาบาล ต้องเรียนจบหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต 4 ปี สาขาเวชกิจฉุกเฉิน โดยสามารถทำหัตถการขั้นสูงที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐานทำไม่ได้ เช่น ใส่ท่อช่วยหายใจ, การกระตุกหัวใจด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้า, ให้สารน้ำ/ยาทางหลอดเลือดดำ, เจาะปอด/เจาะคอฉุกเฉิน (ในสถานการณ์ที่จำเป็นภายใต้คำสั่งแพทย์) ประคองอาการผู้ป่วยให้คงที่บนรถพยาบาล จนถึงมือแพทย์ในห้องฉุกเฉิน

ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากสามารถสอบถามระดับของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือแล้ว ยังสามารถสังเกตเจ้าหน้าที่เพื่อประเมินระดับของเจ้าหน้าที่ได้เช่นกัน
- หากเดินทางมากับรถกระบะกู้ภัย หรือรถอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือมักเป็นระดับ EMR โดยเน้นความเร็วในการเข้าถึงและปฐมพยาบาล
- หากเดินทางมากับรถพยาบาลคันเล็ก (Ambulance) เจ้าหน้าที่ในรถมักจะมีระดับ EMT คอยประจำการ
- หากเป็นรถพยาบาลคันใหญ่ (Advance/High Roof) มักจะมีเจ้าหน้าที่ระดับ AEMT หรือ Paramedic มาพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตแบบครบชุด
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกวินาทีที่ผ่านไป แลกมาด้วยลมหายใจในการต่อชีวิต การแข่งกับเวลาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรู้ข้อมูลพื้นฐาน จะช่วยให้ผู้เจ็บป่วยมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









