รมว.กลาโหมยันปรับกำลังทหารเขาพระวิหารไทยไม่เสียเปรียบ
รมว.กลาโหม พร้อมผู้บัญชาการทหารบก และคณะนายทหารระดับสูง ปล่อยแถวตำรวจตระเวนชายแดน ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ แทนทหารบนเขาพระวิหาร โดยตำรวจตระเวนชายแดนจะกระจายกำลังดูแลแนวชายแดน เช่น บริเวณผามออีแดง
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ยังยืนยันว่า การปรับกำลังครั้งนี้จะทำให้บรรยากาศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาดีขึ้น และจะไม่ส่งผลกระทบ ต่ออธิปไตยของไทย รวมทั้งจะเป็นการแสดงให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เห็นว่า ทั้ง 2 ประเทศ มีความคืบหน้าในการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ที่ครบรอบ 1 ปีวานนี้ (18 ก.ค.)
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุขั้นตอนหลังการปรับกำลังทหาร จะให้ผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่ โดยขณะนี้คณะทำงานร่วมของ 2 ประเทศกำลังประชุมร่วมกันเพื่อร่างทีโออาร์ ซึ่งทางรัฐบาลไทยจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ก่อน
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมารสุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องรัฐบาลให้รอบคอบในการพิจารณาปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เนื่องจากอาจจะทำให้กัมพูชา อ้างถึงความสงบเรียบร้อย ชี้ให้ศาลเดินหน้าตัดสินเรื่องเขตแดน และความพร้อมต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ อีกทั้งในพื้นที่ดังกล่าวยังมีชุมชนของชาวกัมพูชาตั้งอยู่เพื่อแสดงสิทธิว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา
ส่วน พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ทำพิธีปรับกำลังทหารออกจากบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ที่ศาลโลกกำหนดเป็นเขตปลอดทหารระหว่างพรมแดนกัมพูชาและไทย ทั้งนี้ พล.อ.เตีย บันห์ เชื่อว่า การปรับกำลัง จะช่วยให้เกิดสันติภาพบริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่สามารถปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่เขตปลอดทหารได้ใน และให้ตำรวจเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน
ทั้งนี้มีรายงานว่ากัมพูชานำกำลังตำรวจ 255 นายเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนทหาร รวมทั้งมีการวางกำลังพิทักษ์ปราสาทพระวิหารอีก 100 นาย
