วันนี้ (12 ต.ค.2569) วิกฤตน้ำท่วมภาคตะวันตกสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ ทั้งบ้านเรือนประชาชน ถนนสายหลัก และเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งเผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน แม้บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยง
ขณะที่สถานการณ์ฝนกำลังเคลื่อนลงสู่ภาคใต้ และมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักอีก 2 ระลอกในช่วงกลางถึงปลายเดือน ต.ค.2569
เปิดปัจจัยเบื้องหลังน้ำท่วมภาคตะวันตก
วิกฤตครั้งนี้มีปัจจัยสำคัญจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดฝนตกหนัก ทั้งมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ร่องมรสุม และลมตะวันออกกับลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พาความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้าสู่ประเทศไทย เมื่อความชื้นปะทะกับแนวเทือกเขาตะนาวศรีและเทือกเขาบรรทัด จึงเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยมีปริมาณฝนมากกว่า 100 มม.
เมื่อฝนตกสะสมบนพื้นที่ภูเขา ดินอุ้มน้ำจนมีโอกาสเกิดน้ำป่าไหลหลากลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว หากพื้นที่รับน้ำมีข้อจำกัดในการระบายหรือมีน้ำจากหลายทางไหลมาสมทบพร้อมกัน ก็อาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องพิจารณาทั้งน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน ปริมาณน้ำที่ต้องระบาย และผลกระทบต่อชุมชนท้ายน้ำ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของน้ำท่วม เพราะยังขึ้นอยู่กับฝนในพื้นที่ สภาพลุ่มน้ำ และความสามารถในการระบายน้ำด้วย
เจาะสถานการณ์ 3 จังหวัด กาญจนบุรี–ราชบุรี–เพชรบุรี
กาญจนบุรี : น้ำป่ากระทบเส้นทางคมนาคมและชุมชน
กาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก หลังมีรายงานฝนตกหนักในอำเภอเมือง และ น้ำป่าไหลหลากบริเวณทางลงมอเตอร์เวย์ M81 หน้า รร.ห้วยตลุง อ.ท่าม่วง จนรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถผ่านได้ และต้องเบี่ยงเส้นทางไปลงด่านท่าม่วงแทน
ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 2 คน รายล่าสุดเป็นชายอายุ 62 ปี ถูกน้ำป่าพัดจมลำห้วยใน อ.ทองผาภูมิ ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่น้ำท่วมขัง 4 อำเภอ รวม 227 ครัวเรือน โดยระดับน้ำบางจุดเริ่มทรงตัว
บริเวณหลังตลาดเรดซิตี้มีรายงานน้ำท่วมสูงจนรถยนต์จมมิดคัน ส่วนบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารมีน้ำท่วมประมาณครึ่งคันรถ สะท้อนให้เห็นว่าระดับน้ำในแต่ละจุดแตกต่างกันตามลักษณะพื้นที่และเส้นทางการไหลของน้ำ
ราชบุรี : น้ำป่าท่วม 5 ตำบล ถนนสายหินกอง–จอมบึงขาด
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ตรวจพบฝนสะสม 48 ชั่วโมงบริเวณสถานีห้วยต้นห้าง อ.ปากท่อ จำนวน 85.5 มม. ก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอปากท่อ 5 ตำบล และกัดเซาะถนนสายหินกอง–จอมบึงจนขาด
ภาพรวมของจังหวัดยังมีน้ำท่วมขัง 7 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อ 11,689 ครัวเรือน โดยระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วง 48 ชั่วโมง ได้แก่ ต.บ้านบึง อ.บ้านคา และ ต.ทุ่งหลวง ยางหัก อ.ปากท่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
เพชรบุรี : เร่งบริหารน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชร
เพชรบุรีได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งบริเวณทางลอดสะพานต่างระดับ ซึ่งมีรายงานน้ำสูงประมาณ 4 ม. และพื้นที่ อ.เขาย้อย โดยบ้านคีรีวงศ์และเนินรักมีน้ำท่วมสูงประมาณระดับเอว หรือ 1 ม. รวมถึงน้ำเอ่อท่วมถนนเพชรเกษมบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 134
ต้นฉบับยังระบุว่า ตลาดสดแห่งหนึ่งมีน้ำท่วมสูงประมาณ 30–40 ซม. ขณะที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสั่งการให้ปรับการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานเหลือ 70 ลบ.ม./วินาที พร้อมใช้เขื่อนเพชรช่วยหน่วงน้ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเขตเมืองและย่านการค้า
แนวโน้มฝนคาดว่าจะลดลงจาก 60 มม. เหลือ 30 มม. ในวันที่ 13 ต.ค. แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังในช่วง 48 ชั่วโมงบริเวณ ต.ต้นมะม่วง และ อ.หนองหญ้าปล้อง
เขื่อนหลักมีน้ำสูง ต้องบริหารเส้นทางระบายน้ำอย่างระมัดระวัง
ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน 721 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณร้อยละ 102 ของความจุ เขื่อนวชิราลงกรณประมาณร้อยละ 98 และเขื่อนศรีนครินทร์ประมาณร้อยละ 97
สำหรับเส้นทางน้ำในพื้นที่ แบ่งภาพรวมได้เป็น 2 ระบบสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งรับน้ำจากจังหวัดกาญจนบุรีไหลผ่านราชบุรีลงสู่สมุทรสงคราม และลุ่มน้ำเพชรบุรี ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและเขื่อนแก่งกระจาน ก่อนผ่านระบบเขื่อนเพชรเข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรีและไหลออกทะเลบริเวณบ้านแหลม
เมื่อมีฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำจากภูเขาและลำห้วยอาจไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว การบริหารน้ำจึงต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำที่ไหลเข้าเขื่อน ความสามารถของลำน้ำ และระดับน้ำปลายน้ำ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการเร่งหรือชะลอการระบายจากเขื่อนเพียงอย่างเดียว
เปิดสาเหตุน้ำท่วมตะวันตก น้ำป่าหลากเร็ว เขื่อนน้ำสูง จับตาฝนหนักอีก 2 ระลอก
ภาคใต้เสี่ยงฝนหนักมาก เฝ้าระวัง 4 จังหวัด
หลังสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันตก ความเสี่ยงด้านฝนกำลังเคลื่อนลงสู่ภาคใต้ โดยข้อมูลเรดาร์ NowCast ของมหาวิทยาลัยรังสิตประเมินว่า ช่วงกลางคืนต่อเนื่องถึงเช้าอาจมีกลุ่มฝนปกคลุมหลายพื้นที่ของภาคใต้
จังหวัดที่ต้องระวังฝนตกหนักมาก 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสตูล โดยพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
พื้นที่ที่มีการปักหมุดเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อ.พะโต๊ะ ท่าฉาง พนม นบพิตำ ชะอวด และพื้นที่ริมคลองกระบี่ใหญ่ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง หากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำ
ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำห้วย เชิงเขา และริมคลอง ควรสังเกตระดับน้ำ หากน้ำเปลี่ยนสี ไหลแรงขึ้นอย่างผิดปกติ หรือเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ควรรีบออกจากพื้นที่เสี่ยงและแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรรอให้มีประกาศเตือนซ้ำหากพบสัญญาณอันตรายชัดเจน
เทียบปี 2569 กับปี 2554 ยังต่ำกว่า แต่ความเสียหายเฉพาะจุดรุนแรง
เมื่อเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ข้อมูลจาก สสน. ระบุว่าปี 2569 มีปริมาณฝนสะสมประมาณ 1,198 มม. เทียบกับ 1,627 มม. ในปี 2554 ขณะที่ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 18,718 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 เกือบ 6,000 ล้าน ลบ.ม.
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะปลอดภัยจากน้ำท่วม เพราะวิกฤตครั้งนี้มีลักษณะเป็นความเสียหายเฉพาะจุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับฝนหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ และมีน้ำป่าหลากลงมาอย่างรวดเร็ว ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำหรือพื้นที่ลุ่มต่ำจึงอาจได้รับผลกระทบรุนแรง แม้ปริมาณฝนและน้ำในเขื่อนภาพรวมจะไม่สูงเท่าปี 2554 ก็ตาม
จับตาฝนหนักอีก 2 ระลอก วันที่ 13 และ 22–25 ต.ค.
- 13 ต.ค.2569 ฝนหนักอาจกลับมาปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร พื้นที่ที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมจึงต้องระวังฝนตกซ้ำ เพราะอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังระบายน้ำไม่หมดหรือมีดินอิ่มน้ำอยู่แล้ว
- 22–25 ต.ค.2569 ลมหนาวอาจผลักดันให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังส่งผลต่อภาคใต้ตอนล่าง ทำให้มีโอกาสเกิดกลุ่มฝนหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนสะสมและพื้นที่ลุ่มต่ำ
ในช่วงที่ยังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ประชาชนควรยกเครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ และสิ่งของจำเป็นขึ้นที่สูง เตรียมยา อาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย และแบตเตอรี่สำรอง รวมถึงวางแผนอพยพสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
สามารถติดตามปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำผ่านแอปพลิเคชัน ThaiWater รวมถึงประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา สสน. และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถแจ้งสายด่วนนิรภัย ปภ. 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านข่าว :
เริ่มแล้ว IMF-World Bank 2026 ไทยโชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ เดินหน้าดึงลงทุน
วาติกันเผย "โป๊ป" พบก้อนเนื้อในปอดระยะแรก เตรียมผ่าตัดสัปดาห์หน้า
