กทม. เริ่มทดสอบใช้แท็บเล็ต สำหรับให้เด็ก ป.4 ใช้

สังคม
05:11
จำนวนผู้ชม 3
Thai PBS
กทม. เริ่มทดสอบใช้แท็บเล็ต สำหรับให้เด็ก ป.4 ใช้

กรุงเทพมหานคร นำร่องทดสอบการใช้แท็บเล็ตในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน เพื่อเลือกใช้สำหรับนักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนในสังกัด กทม. เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้ จะไม่ได้รับการจัดสรรแท็บเล็ตตามนโยบายของรัฐ เนื่องจากอยู่ในส่วนรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครเอง

นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจัดซื้อแท็บเลต กล่าวยอมรับว่า แท็บเล็ตงวดแรก 2,000 เครื่อง เป็นลอตก่อนเดินสายการผลิต ซึ่งในงวดนั้น มีเครื่องที่เสียหาย และไม่ได้มาตราฐานจำนวนทั้งสิ้น 20 เครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ พบความเสียในส่วนของปุ่มกด แสงสว่างไม่คงที่ และการเชื่อมต่อสายยูเอสบี

ส่วนการตรวจสอบแท็บเลตอีกจำนวน 59,152 เครื่อง ได้เริ่มต้นแล้วเมื่อวานนี้ (11 ก.ค.) จากการใช้คอมพิวเตอร์สุ่มหมายเลขประจำตัวเครื่อง จากนั้นจะนำแท็บเล็ตที่สุ่มเลือกมาได้จัดส่งไปยัง ศูนย์นวัตกรรมทีโอที จังหวัดปทุมธานี และในขั้นตอนนี้จะใช้มาตรฐานสากลเช่นเดียวกับการตรวจรับแท็บเล็ตที่จัดส่วนมาก่อนหน้านี้ 2,000 เครื่อง อาทิ ทดสอบลักษณะเฉพาะของเครื่องด้านซอร์ฟแวร์ และฮาร์ดแวร์ ทดสอบลักษณะเฉพาะของเครื่องด้านการเชื่อมต่อต่างๆ และทดสอบลักษณะของเครื่องด้านอุปกรณ์เสริม คาดว่าจะใช้เวลา 5 วัน โดยหากตรวจรับเสร็จสิ้นจะทำการส่งไปยัง สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ สพฐ. เพื่อกระจายไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศทันที หากการตรวจรับแท็บเลต พบว่าในจำนวนนี้มีแท็บเลตเสียหายที่ตัวเครื่องเกิน 7 เครื่อง หรือมีอุปกรณ์เสริมชำรุดเกิน 14 ชิ้น จะทำการส่งแท็บเลตทั้งหมดคืนให้บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ ทัน เพื่อนำกลับไปดำเนินการแก้ไข และนำกลับมาส่งอีกครั้งหนึ่ง แต่หากพบความเสียหากจากตัวเครื่องเกิดจากการขนส่ง บริษัท เฟดเอ็กซ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านการขนส่งนั้นบริษัท ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหากเกิดความเสียหายเกิดขึ้นทั้งหมด

ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการห้องเรียนอัจฉริยะที่โรงเรียนนาหลวง เขตทุ่งครุ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โรงเรียนสังกัด กทม.นำร่อง นำแท็บเล็ตมาใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนมอบแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการวินโดว์ 8 ห้องเรียนละ 40 เครื่อง พร้อมระบุ โครงการดังกล่าวเป็นการให้นักเรียนทดลองระบบปฏิบัติการประเภทต่างๆ โดยใน 4 โรงเรียนนำร่องจะใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเพื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์หาระบบที่เหมาะสมกับนักเรียนสังกัด กทม. ให้มากที่สุด โดยโรงเรียนนำร่องอีก 3 แห่งคือ โรงเรียนประชานิเวศน์ ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์, โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์ 7, โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ใช้ระบบปฏิบัติการไอแพด และหลังทดลองโครงการครบ 6 เดือน จะว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ประเมินผลว่า ระบบใดที่เหมาะสมที่สุดกับนักเรียน กทม. มากที่สุด ส่วนกรณีที่แท็บเล็ตที่ กทม.นำมาใช้ครั้งนี้ มีราคาสูงกว่าของรัฐบาล ซึ่งในอนาคตหากผลประเมินโครงการออกมาแล้ว ทาง กทม.คิดว่าจะจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดแม้ว่าจะมีราคาแพง เพราะมีความคุ้มค่าใช้การได้นานกว่า เบื้องต้น กทม.จะยังไม่จัดซื้อในระยะอันสั้นนี้ ต้องรอผลการประเมินผลก่อน เนื่องจากปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กทม.ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เด็ก ซึ่งยืนยันว่านักเรียนของ กทม.จะมีแท็บเล็ตใช้อย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้นักเรียนสังกัด กทม.เป็นประชากรชั้น 2 เนื่องจากโรงเรียนในสังกัด กทม.จะไม่ได้รับการจัดสรรแท็บเล็ตในโครงการของรัฐบาล

ด้านนายสุวิทย์ บึงบัว นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในฐานะผู้ รับผิดชอบการอบรมใช้เครื่องแท็บเล็ตให้กับวิทยากรแกนนำ กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ. เริ่มอบรมการใช้แท็บเล็ตให้กับวิทยากรแกนนำขั้นเทพแล้ว จำนวน 549 คน เพื่อให้ไปอบรมศึกษานิเทศก์ ทั่วประเทศ โดยการอบรมจะแบ่งเป็น 3 ครั้ง คือ อบรมศึกษานิเทศก์ในส่วนของภาคกลาง ที่กรุงเทพฯ โดยเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นรุ่นที่ 2 จะจัดอบรมที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 16-20 ก.ค. และสุดท้ายจะจัดอบรมพร้อมกันที่ จ.ขอนแก่น และ จ.พิษณุโลก ในวันที่ 6-10 ส.ค. โดยเนื้อหาในการอบรมวิทยากรจะแบ่งเป็น 5 หน่วย คือ

1. ภาพอนาคตความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยี มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาและบรรยายในการอบรม 2.ความรู้เบื้องต้นในการใช้แท็บเล็ต 3.สื่อการเรียนรู้ในแท็บเล็ต 4.การวางแผนพัฒนาการเรียนโดยใช้แท็บเล็ต เป็นแผนการสอนที่เมื่อมีแท็บเล็ตมาจะสอนอย่างไร และ 5.หน่วยบริการแท็บเล็ต

ด้านนายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ. กล่าวว่า ขณะนี้มีกระแสที่ครูอาวุโสกลัวการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สอนเด็กชั้นป.1 จริง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระแสว่า ครูหนุ่มสาวก็ต้องการมาสอนเด็ก ป.1 เพื่อนำเทคโนโลยีไปใช้สอนเด็กนักเรียนด้วยเช่นกัน ซึ่งถือว่ามีความสมดุลกัน ทั้งนี้ผู้บริหารต้องจัดระเบียบให้ดีว่าครูจะสอนชั้นใด โดยต้องตกลงกันเองระหว่างครูกับผู้บริหาร


แท็กที่เกี่ยวข้อง