สมาคมต่อต้านโลกร้อนเตรียมยื่นฟ้อง ระงับสร้างพนังกั้นน้ำรอบนิคมฯ
การยื่นฟ้องครั้งนี้เป็นไปในฐานะตัวแทนประชาชนที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน หรือ พนังกั้นน้ำรอบพื้นที่อุตสาหกรรม
แต่มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ท่าทีของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งดูเหมือนจะยอมรับแนวทางป้องกันน้ำท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของรัฐบาล เพราะชาวบ้านเห็นว่า นิคมอุตสาหกรรมคือสถานที่ทำงานของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีรายได้ หากป้องกันน้ำไม่ให้ท่วมโรงงานได้ พวกเขาเหล่านี้ก็จะมีงานทำและไม่ตกงาน
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงประเด็นการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองรวมถึงจุดประสงค์การฟ้องที่อาจจะขัดแย้งกับท่าทีของคนในพื้นที่ ว่า เป็นการฟ้องเพื่อให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หรือภายในสวนนิคมอุตสาหกรรมไปจัดสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำโดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนและระเบียบทางกฎหมาย อาจสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ก็เลยต้องขอใช้สิทธิในการฟ้องร้อง
โดยเฉพาะเมื่อมีชาวบ้านภายในนิคมอุตสาหกรรมได้ร้องขอมาทางสมาคมให้การคุ้มครองโดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายในการดำเนินโครงการรวมถึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างพนังกั้นน้ำขึ้นแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการใน 2 แนวทางหลัก คือ 1.ไม่มีแผนในการถ่ายเทหรือผ่องถ่ายน้ำที่ท่วมให้ระบายออกไปให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน 2.ยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการชดเชยเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในการท่วมขึ้นหรือเอ่อขึ้นของน้ำ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้สมาคมได้ทำหนังสือเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังมิได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ดังนั้น การที่จะหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวให้ได้จึงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งหากศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคำนิจฉัยของศาล
นายกสมาคมโลกร้อนยังกล่าวว่า ชาวบ้านต้องการหลักประกันใน 2 แนวทางดังกล่าวที่จะนำมาซึ่งความมั่นใจในการดำเนินโครงการ เนื่องจากการติดตามแผนและนโยบายของรัฐบาลอ่างใกล้ชิดก็ยังไม่พบว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการระบายน้ำดังกล่าวที่ท่วมขังกรณีการสร้างพนังกั้นน้ำเสร็จแล้วแต่อย่างใด รวมถึงวิธีในการเยียวยาก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่การก่อสร้างพนังกั้นน้ำก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งเป็นไปอย่างเร่งด่วน ซึ่งหากเกิดน้ำท่วมขังและล้นเอ่อมาบริเวณภายนอกพนังกั้นน้ำ ซึ่งอาจเป็นพื้นที่การเกษตรที่อยู่อาศัยก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน
ขณะที่เรื่องของการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 66, 67,57,58 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน จะต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งหากมีผลกระทบรุนแรงจะไม่สามารถทำได้หากยังไม่ผ่านทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รายงานผลกระทบด้านสุขภาพ หรือมีหน่วยงานอิสระเข้ามาให้ความเห็นด้วย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนเงื่อนไขทางกฎหมาย รวมทั้งยังมี พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม กำหนดวิธีการในเรื่องเหล่านี้ไว้ นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ร.บ.การขุดและถมดิน พ.ศ. 2543 รวมถึงประมวลกฎหมายอาญาที่ระบุอย่างชัดเจนว่า จะกระทำการดังกล่าวมิได้เว้นแต่จะมีการศึกษาหรือดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว
ขณะที่ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับ โครงการก่อสร้างดังกล่าวอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลโดยตรงต่อชาวบ้านในบริเวณโดยรอบ เนื่องจากประกอบอาชีพภายในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ อาจได้รับผลกระทบหากโรงานต้องหยุดดำเนินการผลิต ซึ่งจะทำให้ตกงาน ซึ่งอาจทำให้ชาวบ้านบางส่วนไม่พอใจต่อการฟ้องร้องดังกล่าว นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เป็นเรื่องปกติที่จะมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยซึ่ง จะมาจากการได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เหมือนเช่นกรณีที่สมาคมได้ฟ้องร้องจากรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ก็มีกรณีของชาวบ้านที่ไม่พอใจเช่นกัน แต่ด้วยหน้าที่ของสมาคมฯก็จะเป็นต้องสอบถามไปยังรัฐบาล ว่าดำเนินการตารมขั้นตอนทางกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้บริหารแผ่นดินที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งวิธีการฟ้องร้องนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งดีกว่าการปลุกระดมให้ชาวบ้านไปชุมนุมเรียกร้อง ปิดถนนซึ่งไม่ถูกต้อง
ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลังจากที่ตรวรสอบเอกสารครบถ้วนและถูกต้องอยู่ที่ 39 รายในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันนี้
