วันนี้ (7 พ.ย.2569) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงผลการจับกุม น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6491/2569 ลงวันที่ 5 พ.ย.2569 ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และ ร่วมกันฟอกเงิน
โดยจับกุมที่บ้านพัก ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. และ นายอธิป อนันทวรรณ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6492/2569 ลงวันที่ 5 พ.ย.2569 ในข้อหา ร่วมกันฟอกเงิน จับกุมตัวได้ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ขอหมายค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ จ.ปทุมธานี
ปอศ.แถลงคดี "บุ๋ม-ก๊อต" เปิด 3 บัญชี เงินบริจาคกว่า 815 ล้าน พบโยกเงิน-ใช้ส่วนตัว 527 ล้าน
พฤติการณ์สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายและประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าได้รับการชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศลแก่ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ยากไร้ แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคดังกล่าว อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการรับบริจาคอย่างแท้จริง จึงมาร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนปฏิบัติ
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาอาศัยชื่อเสียง ภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลสาธารณะ และการทำงานช่วยเหลือสังคม โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามส่วนบุคคลควบคู่กับมูลนิธิฯ โดยใช้ชื่อบัญชีธนาคารที่สร้างความเข้าใจ เสมือนเป็นบัญชีทางการขององค์กรสาธารณกุศล ส่งผลให้ร่วมบริจาคเงินเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล โดยมียอดเงินบริจาคหลั่งไหลเข้าบัญชีสะสม รวมกว่าแบ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้าน จากทั้งหมด 3 บัญชี ประกอบด้วย องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี , มูลนิธิองค์กรทําดี , สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเงินบริจาคมาแล้ว กลับพบว่ามีการโยกย้าย ถ่ายเทเงินบริจาคออกจากบัญชีรับ บัญชีเงินฝากส่วนตัว ของกลุ่มผู้ต้องหาและบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ ตรวจสอบพบว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ชำระหนี้สินบัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู ซื้อกองทุนรวม ตลอดจนพบรูปแบบการโยกย้ายเงินผ่านสัญญาก่อสร้างอาคาร และพูลวิลลาหรูในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี
โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินบริจาคไปยังผู้รับเหมา และเงินโอนคืนกลับมายังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมทั้งการนำเงินบริจาคไปกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้ในครอบครองในหลายจังหวัด และมูลนิธิฯ ดังกล่าวยังไม่เคยมีการจัดทำ และนำส่งรายงานสถานะการเงินหรืองบดุลประจำปี ต่อนายทะเบียนกำหนด อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในการนำเงินบริจาคสาธารณะไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
อีกทั้งยังตรวจสอบพบว่า มูลนิธิฯ ไม่เคยจัดทำและนำส่งรายงานสถานะทางการเงินหรืองบดุลประจำปี ต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่นำมาประกอบการพิจารณาพฤติการณ์และเจตนาทุจริต
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับ น.ส.ปนัดดา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน ส่วน นายอธิป ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งความผิด ที่ปรากฏชัดเจน คือเส้นทางการเงินที่เป็นการโอนเพื่อสร้างพูลวิลลา และมีการทอนเงิน จากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างกลับมาที่บัญชีผู้ต้องหา มูลค่ากว่า 99 ล้านบาท
การสอบปากคำเบื้องต้นในชั้นจับกุมและสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน เอกสารธุรกรรมทางการเงิน และของกลางที่ตรวจยึดได้ เพื่อดำเนินการอย่างยุติธรรม และควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และประสานกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ต่อไป
จากการตรวจสอบพบเงินบริจาค 3 ล้านกว่าครั้ง รวมทั้งสิ้น 815 ล้านบาท นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ 527 ล้านบาท และในงานมูลนิธิราว 280 ล้านบาทเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองคนยังให้การปฏิเสธ โดย น.ส.ปนัดดายอมรับว่าเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินจริง แต่สับสนในการเบิกจ่าย ขณะที่ "ก๊อต อธิป" อ้างว่า ธุรกรรมที่ทำไปเป็นการเชื่อในคำสั่ง
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เงินบริจาคบางส่วนถูกนำไปใช้ในกิจการมูลนิธิแต่สัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 70 เจตนาการจัดตั้งมูลนิธิฯ เป็นนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร และ น.ส.ปนัดดามีหน้าที่หลักในการจัดการเงินบริจาค และมีหน้าที่รายงานให้นายทะเบียนมูลนิธิ และเนื่องจากมูลนิธิไม่ได้เป็นองค์กรที่ได้ยกเว้นภาษี ต้องมีการยื่นแสดงภาษีว่าเงินที่ได้รับบริจาคมีมาเท่าไหร่ พบว่ามูลนิธิฯ ไม่มีการขออนุญาตขอรับบริจาค โดยเจ้าหน้าที่ไปร้องที่ สน.นางเลิ้งแล้ว โดยเริ่มนำเงินไปโยกย้ายนั้นเริ่มในปี 2558 โดยเริ่มเปิดบัญชีและลงในสื่อออนไลน์แต่ยังไม่มีการจัดตั้ง
วันที่เริ่มนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่นกรณีการนำเงินไปซื้อแบรนด์เนมนั้นเส้นเงินไม่มีทางหลอก แต่กรณีถอนเงินสด ก็อาจเป็นการไปซื้อของที่ช่วยเหลือประชาชน คนทั่วไปที่จะเบิกจ่ายก็ควรในนามของคุณ หรือไม่ในนามมูลนิธิฯ แต่ไม่ใช่การโยกไปอีกบัญชีหนึ่ง
ปอศ.แถลงคดี "บุ๋ม-ก๊อต" เปิด 3 บัญชี เงินบริจาคกว่า 815 ล้าน พบโยกเงิน-ใช้ส่วนตัว 527 ล้าน
ทั้งนี้การออกหมายจับแถว 2 แถว 3 ต้องเรียกมาสอบปากคำก่อน โดยเฉพาะแถว 3 ซึ่งอาจโอนไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งต้องมีพยานหลักฐานประกอบ และมูลเหตุจูงใจ และทำไมจึงเข้ามาฟอกเงินให้ น.ส.ปนัดดา โดยจะเริ่มในอาทิตย์หน้า
นอกจากนี้ ยังพบว่าหนึ่งในกรรมการที่เงินเข้าบัญชีประมาณ 36 ล้านบาท ต้องดูว่าเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งก็ต้องชี้แจงหรือหากโอนกลับมาให้ น.ส.ปนัดดา ก็อาจเป็นการฟอกเงินตามปกติ ส่วนกรณีการอ้างแอดมินโพสต์รับบริจาค ผลก็เหมือนกันว่า บุคคลใดได้ประโยชน์
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า ทุกคนมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตลอดปี 10 ปี น.ส.บุ๋ม ปนัดดา ยื่นแสดงภาษีปีละ 2.5 ล้านบาท และโดยประมาณ 10 ปี ไม่ควรเกิน 25 ล้านบาท แต่ยอดเงินที่เข้าไป 500 กว่าล้านบาท แม้จะมีการจัดธุรกิจ แต่ผลประกอบกิจการไม่บาลานซ์กับทรัพย์สิน แต่เส้นการเงินพบว่าไปซื้อแบรนด์เนมช่วงไหน
การแยกทรัพย์สินจากกรณีการฟอกเงิน ทรัพย์สินอะไรก็ตาม ที่ได้มาเกินควรต้องถูกยึด หน้าที่พิสูจน์เป็นของเจ้าของ โดยมี 2 ประเภทคือมีทะเบียนและไม่มีทะเบียน และสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ แต่ทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียน เช่น กระเป๋า ผู้ใดครอบครองต้องมีหน้าที่พิสูจน์ว่า นำเงินอะไรมาซื้อ ซึ่งกรณีนี้เห็นเส้นเงินชัดเจนไม่ได้ซับซ้อน
"คดีฉ้อโกงประชาชนโฆษณาหรือแสดงให้ประชาชนเข้าถึงและมอบทรัพย์ให้ ซึ่งขณะนี้อยากเชิญชวนให้ผู้เสียหาย เข้ามาให้ข้อมูลส่วนทรัพย์สินที่ยึดมารายงานที่ ปปง.หมดแล้ว และจากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการจัดการทรัพย์สินของ ปปง." พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า ส่วนกรณีสนามวิ่งเทรล จ.นครนายก โดยฝ่ายทหารต้องไปสืบสวนสอบสวนที่ สภ.บ้านนา แต่ข้อมูลที่ได้มาของสนามวิ่งเทรล ไม่ได้กรรมสิทธิ์แต่ได้สิทธิ์ ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วได้เงินมาจากไหน ซึ่งอยู่ในสำนวนการสอบสวนของ สภ.บ้านนา
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) กล่าวว่า ไม่อยากให้มูลนิธิต่าง ๆ ที่มีเจตนาช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงช่วยเหลือคน อย่าเสียกำลังใจ แต่ถ้าใครคิดจะทำแบบนี้ โดยสร้างมูลนิธิมาเพื่อจะหลอกลวงประชาชน เตือนว่าอย่าทำเลย อย่าหากินกับความศรัทธาของประชาชน เพราะสักวันความจริงจะปรากฏ ขอย้ำคำ "เปาบุ้นจิ้น" ว่า ตาข่ายสวรรค์แม้มีช่องโหว่ แต่ไร้รูรั่ว อย่างไรท่านก็ไม่รอด เมื่อความจริงปรากฏ ก็จะถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด
เงิน 3 บัญชี ถูกโยกย้าย-ถ่ายเท
หลังจากนั้นได้ตรวจสอบพบว่าเงินทั้ง 3 บัญชี ถูกโยกย้ายถ่ายเทไปใช้ในกิจการของมูลนิธิบางส่วน และส่วนใหญ่ถูกนำใช้ไปในกิจการของส่วนตัวของตนเอง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ
เมื่อจำแนกบัญชี พบว่าบัญชีแรกที่เป็นบัญชีหลัก มียอดเงินโอนออกกว่า 600 ล้านบาท ถูกใช้ในกิจการหลักหรือกิจกรรม 12 กิจกรรม รวมกว่า 520 ล้านบาท ยกตัวอย่างเช่น บัญชีแรกที่โอนเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา มีการเปิดบัญชีรองรับอยู่อีก 9 บัญชี เป็นเงินประมาณ 243 ล้านบาท
บัญชีที่ 2 เป็นการโอนให้กับ ก๊อต อธิป สามี ทั้งหมด 3 บัญชี เป็นเงินประมาณ 99 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการโอนให้พ่อของ บุ๋ม ปนัดดา 4.6 ล้านบาท และโอนให้ช่างที่ก่อสร้างพูลวิลลาที่ จ.ภูเก็ต 18 ล้านบาท และยังพบอีกหนึ่งเส้นทางการเงินโอนให้หนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิเป็นเงิน 36 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะต้องสืบสวนและสอบสวนต่อไป
นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีการโอนให้นิติบุคคลของช่างเอ๋อีก 2 นิติบุคคล เป็นเงิน 2.4 ล้านบาท และอีก 1 นิติบุคคล 17 ล้านบาท
โอนเงินซื้อประกันชีวิต 10 ล้านบาท โดย น.ส.ปนัดดา เป็นผู้รับผลประโยชน์ และต่อมามีการโอนเงินไปซื้อกองทุน 6 กองทุน 24 ล้านบาท และโอนเงินจากบัญชีกองทุนไปซื้อเครื่องประดับ ซึ่งเส้นทางการเงินที่พบเบื้องต้นพบว่านำไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 2.7 ล้านบาท และยังพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปที่เคาน์เตอร์ธนาคารอีก 30 ครั้ง เป็นเงินกว่า 42 ล้านบาท
นอกจากนั้นเส้นทางเงินที่บ่งชี้คือ มีการนำเงินจากบัญชีกองทุนไปชำระค่าบัตรเครดิตของ บุ๋ม ปนัดดา 251 ครั้ง จากบัตรเครดิต 2 ใบ เป็นเงินประมาณ 19 ล้านบาท และมีการโยกย้ายเงินอีกหนึ่งบัญชีซึ่งเป็นบัญชีกองทุนของมูลนิธิไปบัญชีของ บุ๋ม ปนัดดา หลายครั้ง ประมาณ 100 ล้านบาท และโอนส่วนที่เหลือเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา อีก 3 ครั้ง เป็นเงิน 6 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีของ ก๊อต อธิป 15 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 23 ล้านบาท และพบว่ามีการถอนเงินจากเคาน์เตอร์ธนาคารอีก 16 ครั้ง เป็นเงินทั้งหมด 21 ล้านบาท และบางส่วนนำเงินจ่ายค่าผ่อนชำระที่พักอาศัยและค่าส่วนกลางอีกกว่า 3 แสนกว่าบาท
ส่วนบัญชีที่ 3 ในชื่อบัญชีสมทบที่ บุ๋ม ปนัดดา เปิดไว้เพื่ออ้างว่าให้บริจาคเพื่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งโอนเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา ทั้งหมด 14 ครั้ง ประมาณ 12 ล้านบาท และโอนให้ ก๊อต อธิป อีกกว่า 5 แสนบาท และส่วนหนึ่งโอนไปให้นักธุรกิจที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเงิน 8.8 แสนบาท ซึ่งต้องสืบสวนต่อว่าเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ได้อย่างไร
อ่านข่าว :
ตร.คุมฝากขัง "บุ๋ม ปนัดดา" ขอโทษยอมรับผิดทุกอย่าง - ก๊อต อธิป" ปัดตอบสื่อ
"ทนายเพชร" เผย "บุ๋ม" ทำใจพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น - ตร.ฝากขัง 10 โมง
ปอศ.เผย "บุ๋ม-ก๊อต" ปฏิเสธทุกข้อหา อายัด 18 บัญชี เส้นเงินรวม 102 ล้าน
