วันนี้ (4 พ.ย.2569) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 เผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า การแข่งขันด้านราคา และสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ที่กระทบต้นทุนการผลิตและขนส่ง ส่งผลให้การส่งออกไปตลาดสำคัญบางแห่ง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนกลับขยายตัวโดดเด่น และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรองรับผลผลิตข้าวไทย
อาเซียนหนุนส่งออกข้าวไทย 9 เดือนพุ่ง 1.25 ล้านตัน รับมืออิรักหดตัว-บาทแข็ง
โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกข้าวไปอาเซียนประมาณ 1.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 109% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนตลาดอาเซียนเพิ่มจาก 9.7% เป็น 25.2% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด หรือคิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของยอดส่งออก โดยมีฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เป็นตลาดหลักที่เติบโตโดดเด่น มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นรวมกว่า 750,000 ตัน ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปอิรักที่ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
อาเซียนหนุนส่งออกข้าวไทย 9 เดือนพุ่ง 1.25 ล้านตัน รับมืออิรักหดตัว-บาทแข็ง
ปัจจัยสำคัญที่หนุนความต้องการนำเข้าข้าวของทั้ง 2 ประเทศมาจากการเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ โดยผลผลิตข้าวเปลือกของฟิลิปปินส์ในไตรมาส 3 ปี 2569 ลดลง 12.3% ขณะที่มาเลเซียคาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ทำให้ทั้ง 2 ประเทศต้องบริหารปริมาณสำรองและจัดหาข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสให้ข้าวไทยเข้าไปตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น
อาเซียนหนุนส่งออกข้าวไทย 9 เดือนพุ่ง 1.25 ล้านตัน รับมืออิรักหดตัว-บาทแข็ง
อาเซียนเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน จากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และการที่ข้าวเป็นอาหารหลักของประชาชนในภูมิภาค ประกอบกับข้าวไทยมีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละประเทศได้แตกต่างกัน ฟิลิปปินส์นิยมข้าวพื้นนุ่มและข้าวฤดูกาลใหม่ มาเลเซียนิยมข้าวเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็ง หุงขึ้นหม้อ ส่วนสิงคโปร์และบรูไนมีความต้องการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวคุณภาพพรีเมียม รวมถึงข้าวเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นโอกาสต่อยอดตลาดทั้งด้านปริมาณและมูลค่า
ทั้งนี้ กรมฯ เดินหน้าขยายตลาดเชิงรุก โดยนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางเยือนประเทศคู่ค้า เพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค.2569 เดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เพื่อผลักดันการขยายตลาดข้าวหอมมะลิและข้าวหอมไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความสามารถในการส่งมอบสินค้า
อาเซียนหนุนส่งออกข้าวไทย 9 เดือนพุ่ง 1.25 ล้านตัน รับมืออิรักหดตัว-บาทแข็ง
นอกจากนี้ ยังประสานแก้ไขอุปสรรคทางการค้า โดยกรณีฟิลิปปินส์ขอขยายกรอบเวลาการส่งออกตามใบอนุญาตนำเข้าข้าว (SPSIC) สำหรับข้าวไทยกว่า 36,000 ตัน ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักจนการขนส่งทางเรือล่าช้า ขณะเดียวกันไทยยังมีบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว (MoC) กับสิงคโปร์ ครอบคลุมปริมาณข้าวสูงสุด 100,000 ตัน ภายใน 5 ปี ซึ่งกรมฯ อยู่ระหว่างหารือกับฝ่ายสิงคโปร์ เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้การเติบโตของตลาดอาเซียน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ประเทศคู่ค้ามีต่อข้าวไทย แต่ไทยยังต้องเร่งพัฒนาคุณภาพและพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยกรมฯ จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนของประเทศคู่ค้า อำนวยความสะดวกทางการค้า และสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อรักษาตลาดอาเซียนในฐานะฐานตลาดยุทธศาสตร์ รองรับผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันการส่งออกข้าวไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
อ่านข่าว:
"หอมมะลิไทย" เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม "กัมพูชา" รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
"เอลนีโญ" หนุนตลาด "เอเชีย" แห่นำเข้าข้าวพุ่ง "มาเลเซีย" ซื้อสูงสุดรอบ 20 ปี
ข้าวไทย "ราคาสูง" ฉุดแข่งโลก จี้รัฐลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต
