"เขื่อนเจ้าพระยา" ระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังไม่เกินจุดวิกฤตที่ กทม.จะรับได้

ภัยพิบัติ
11:27
จำนวนผู้ชม 402
Thai PBS
"เขื่อนเจ้าพระยา" ระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังไม่เกินจุดวิกฤตที่ กทม.จะรับได้
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (1 ต.ค.2569) เวลา 10.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. ระบุถึงสถานการณ์ "ลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ล่าสุด ว่า มวลน้ำจากแม่น้ำปิง เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประมาณ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที มวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และ อีก 1 วันจะมาถึง "เขื่อนเจ้าพระยา" จ.ชัยนาท

สำหรับสถานการณ์น้ำใน "ลุ่มน้ำสะแกกรัง" จ.อุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้าอยู่ในเกณฑ์สูงสุด และจะคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนฯ ในอัตราเดิม เพื่อชะลอน้ำจาก จ.นครสวรรค์ ที่จะมาถึง

ฉะนั้นปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาขณะนี้ จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.2569) เพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะไปรวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จะส่งผลให้น้ำถึงถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 3 ต.ค. ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีน้ำจาก "ลุ่มน้ำป่าสัก" มีการระบายน้ำเพิ่มจาก "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปรับลดลงเหลือ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที หลังจากนี้แผนการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่ต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไป ให้ไม่เกิน 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

จากการประเมินภาพรวม ปริมาณน้ำขณะนี้ จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำนี้จะไหลไปที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และไปยัง จ.สมุทรปราการ

สำหรับการประเมินจุดวิกฤตในกรุงเทพมหานคร ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที จะส่งผลให้ระดับน้ำในกรุงเทพมหานคร ขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 เมตร ต่ำกว่าคันป้องกันของทางกรุงเทพมหานคร ประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2568 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่า ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา

ขณะที่ "ลุ่มน้ำแม่กลอง" สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวานนี้ แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที

วันนี้มีการหารือกันว่า เกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลอง จะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มปรับบานระบายให้ลดลง สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึง จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่ อ.อัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย

ส่วนการบริหาร "เขื่อนวชิราลงกรณ" จ.กาญจนบุรี ในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้หน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็ม จึงจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกในวันนี้ อยู่ที่ 40 ล้าน ลบ.ม. หรือ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม

อ่านข่าว :

รัฐบาลแจ้งเตือน 5 จุดน้ำท่วมสูงในพื้นที่ กทม. แนะประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง

เช็กเกณฑ์เยียวยา “ประกันภัยพิบัติ” เริ่ม 1 ต.ค.น้ำท่วมจ่าย 10,000 บาท

"นายกฯ" นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สั่งเร่งเคลียร์ขยะ