ศาลฯ ยืนคำสั่งให้ อดีตปลัด อบต.ชดใช้ 3.9 ล้าน อนุมัติงบสร้างถนนที่ดินเอกชน

การเมือง
16:08
จำนวนผู้ชม 102
Thai PBS
ศาลฯ ยืนคำสั่งให้ อดีตปลัด อบต.ชดใช้ 3.9 ล้าน อนุมัติงบสร้างถนนที่ดินเอกชน
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (23 ก.ย.2569) ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ อ.1424/2569 (คดีหมายเลขดำที่ อ. 1936/2566) ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องคดี กับ นายกเทศมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกคำสั่ง ทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีกรรมการสอบสวนละเมิด มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกว่า 3.9 ล้านบาท จากโครงการก่อสร้างถนนในที่ดินเอกชนโดยไม่มีอำนาจ

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อครั้งผู้ฟ้องคดี ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมกับผู้บริหารเสนอและดำเนินโครงการก่อสร้างถนน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 6,591,000 บาท ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบพบว่า ถนนดังกล่าวอยู่ในที่ดินเอกชน ซึ่งเจ้าของที่ดินมิได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หรือยินยอมให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างถูกต้องตามระเบียบ ส่งผลให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิด และได้มีการออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 60 ของความเสียหาย เป็นเงิน 3,954,600 บาท

สาระสำคัญแห่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด อำนาจและเจตนาของเจ้าของที่ดิน หนังสือแสดงความยินยอมลงวันที่ 25 ก.พ.2557 เป็นเพียงการยินยอมให้ปรับปรุงซ่อมแซมผิวจราจร ท่อระบายน้ำ และไฟฟ้าเท่านั้น ไม่มีถ้อยคำแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หรือยินยอมให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามมติคณะรัฐมนตรี (ว111 ลงวันที่ 2 ส.ค.2550) อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าของที่ดินยังคงสงวนสิทธิ์ ควบคุมการเปิด-ปิดประตูเข้า-ออก และให้เอกชนอื่นสร้างถนนทับ แสดงชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์ยังเป็นของเอกชน การที่ อบต. ใช้งบประมาณแผ่นดินเข้าไปก่อสร้างจึงเป็น

การกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในฐานะปลัด อบต. และเจ้าหน้าที่งบประมาณ ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่า ด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2541 ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบอย่างเคร่งครัด หากผู้ฟ้องคดีใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย

ในการตรวจสอบหนังสือแสดงความยินยอม ก็จะทราบได้ทันทีว่าเจ้าของที่ดินไม่ได้อุทิศที่ดินให้ การเร่งรัดเสนอของบประมาณจ่ายขาดเงินสะสม จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

ศาลสั่งจำคุกอดีตลูกจ้างประจำ อบต. 36 ปี 80 เดือน เบียดบังเงินแผ่นดิน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาจำคุกอดีตลูกจ้างประจำ สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเวลา 36 ปี 80 เดือน พร้อมสั่งให้ชดใช้เงินตกเป็นของแผ่นดินจากการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปีงบประมาณ 2559-2561 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จึงได้แจ้งผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องอดีตลูกจ้างประจำ ซึ่งเป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับเอกสารและความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

จากการไต่สวนพยานหลักฐาน และสำนวนของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 18 มี.ค.2559 ถึงวันที่ 28 ก.ย.2561 จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของ อบต. ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บรายได้เพียงผู้เดียว

กระทำความผิดในหลายรูปแบบ ได้แก่ การเขียนจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วเบียดบังเงินส่วนต่างไป การนำใบเสร็จรับเงินของผู้ประกอบการรายอื่นมาปลอมแปลงแก้ไขข้อมูลเพื่อออกให้แก่ผู้ชำระภาษีรายใหม่ โดยไม่นำเงินส่งเข้าคลัง การลงวันที่ในสำเนาใบเสร็จคลาดเคลื่อน เพื่อปกปิดการนำส่งเงินล่าช้า รวมถึงการรับเงินแล้วไม่ยอมออกใบเสร็จรับเงินในทันที ทำให้ อบต.ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 136,360 บาท

ในชั้นพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีในหลายประเด็น อาทิ การกระทำโดยสุจริต คดีขาดอายุความ และประเด็นเรื่องการไม่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ ในข้อหาปลอมเอกสาร อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบและพยานเอกสารใบเสร็จต่าง ๆ มีความสอดคล้องต้องกัน ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปรวมกระทงความผิดทั้งหมด ศาลสั่งลงโทษจำคุกรวม 64 ปี แต่ทางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 36 ปี 80 เดือน พร้อมทั้งให้จำเลยชำระเงินรวมเป็นจำนวน 136,360 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ด้านความคืบหน้าทางด้านคดี ล่าสุดยังไม่ถึงที่สุด คาดว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ในลำดับถัดไป ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่าง ป.ป.ช.รับข้อมูลเข้าสู่กระบวนการต่อไป

อ่านข่าว :

ศาลตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่ ยืนชดใช้จำนำข้าว 1 หมื่นล้าน

“สนธิ” เตรียมยื่นหนังสือ กกต.ตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” 25 ก.ย.นี้

รัฐบาลยกระดับสกัด "นอมินี" วางเป็น 1 ใน 9 ภารกิจเร่งด่วนพาณิชย์ เข้มทุนผิดกฎหมาย