แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

ต่างประเทศ
19:38
จำนวนผู้ชม 48
Thai PBS
แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

วันนี้ (22 ก.ย.2569) ทำเนียบขาว เปิดตัว "TRUMP TV : The Essentials Station" ช่องสตรีมวิดีโอของรัฐบาลทรัมป์ที่เปิดให้รับชมตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ช่องทางออนไลน์ของทำเนียบขาวเป็นพื้นที่หลัก แนวคิดของช่องนี้ตรงไปตรงมามาก คือรวบรวม "ช่วงเวลาสำคัญ" ของรัฐบาลไว้ให้คนดูในที่ที่เดียว ทั้งคำปราศรัยของทรัมป์ ประกาศนโยบาย คลิปเหตุการณ์สำคัญ วิดีโอไฮไลต์ และเนื้อหาที่ทำเนียบขาวมองว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนควรรู้

ในหน้าแนะนำช่อง ทำเนียบขาวระบุว่า Trump TV จะมีทั้งวิดีโอเด่น คำปราศรัยสำคัญ และไฮไลต์ที่อัปเดตแบบต่อเนื่องหรือ "เรียลไทม์" ตลอด 24 ชั่วโมง ดูแล้วก็คล้ายศูนย์รวมวิดีโอของรัฐบาลที่จัดแพ็กเกจมาเรียบร้อย คนดูไม่ต้องไล่หาคลิปตามหลายแพลตฟอร์ม อยากฟังทรัมป์พูดเรื่องไหน อยากดูรัฐบาลสรุปผลงานอะไร ก็เข้ามาดูได้จากจุดเดียว

แต่ Trump TV ณ ตอนนี้ ก็ไม่ได้ดูเหมือนเป็นสำนักข่าว Trump แต่อย่างใด เพราะไม่มีผู้ประกาศข่าว อ่านข่าวเช้า-เย็น ไม่มีนักข่าวลงพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่มีช่วงเปิดให้หลายฝ่ายมานั่งถกกันเหมือนช่องข่าวทั่วไป ดูแล้วเหมือน "รัฐบาลทำช่องของตัวเองเพื่อเล่าเรื่องตัวเอง" มากกว่า

แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

จริงๆ แล้วรัฐบาลมีเว็บไซต์ มีโซเชียลมีเดีย หรือมีช่องวิดีโอของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะหน่วยงานรัฐแทบทุกประเทศก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ Trump TV ดันเปิดตัวในจังหวะที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นจังหวะที่ทรัมป์กำลังมีศึกกับสื่อหลายสำนัก ที่แบบหลาย ๆ สำนัก

ผลที่ตามมาคือ แล้วคนดูข่าวต้องหยุดคิดสักนิดไหมว่า ถ้ารัฐบาลมีช่องทางส่งข้อมูลถึงประชาชนเองได้แบบนี้ ในแง่ดีก็คงเป็นเรื่องความรวดเร็ว แต่ถ้าช่องนั้นเติบโตขึ้น พร้อมกับการกันสื่อที่ชอบตั้งคำถามออกจากพื้นที่ข่าว ก็ชวนให้ต้องขบคิดว่า "สุดท้ายคนดูจะได้เห็นข้อมูลครบทุกด้านแค่ไหน ?"

เพื่อเข้าใจว่าทำไมช่อง Trump TV จึงเกิดขึ้นในจังหวะดังกล่าว ต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน นั่นคือ คำสั่งของทรัมป์ที่ห้ามสื่อ 3 แห่งเข้าทำเนียบขาว

เมื่อ "ทรัมป์" แบนสื่อ

18 ก.ย.2569 ทำเนียบขาวมีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวจาก CNN, MS NOW และ POLITICO เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว พร้อมเตือนว่าอาจมีสำนักข่าวอื่นถูกห้ามตามมา

ทรัมป์ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การโจมตีเสรีภาพสื่อ แต่เป็นการจัดการกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ข่าวปลอม" และอ้างว่าการรายงานลักษณะดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานต่อสาธารณะว่า การรายงานของทั้ง 3 สำนักข่าวก่อให้เกิดภัยดังกล่าวอย่างไร

เรื่องนี้อาจฟังเหมือนเป็นความขัดแย้งประจำวัน ระหว่างนักการเมืองกับสื่อ เพราะเอาเข้าจริงทรัมป์กับสื่อก็ปะทะกันมานานแล้ว โดยผู้นำสหรัฐฯ มักตำหนิสื่อที่วิจารณ์ตัวเองว่าเสนอข่าวปลอมหรือจงใจเล่นงานรัฐบาล แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโพสต์ตำหนิลงโซเชียล หรือโต้กันผ่านแถลงการณ์ แต่เป็นการเพิกถอนสิทธิ์ผู้สื่อข่าว ยึดบัตรผู้สื่อข่าว ห้ามเข้าทำเนียบข่าวกันเลย

สำหรับคนทั่วไป บัตรผ่านสื่ออาจดูเป็นแค่บัตรใบหนึ่ง แต่สำหรับนักข่าวทำเนียบขาว นั่นคือกุญแจสำคัญที่จะพาพวกเขาเข้าไปฟังคำแถลง ถามคำถาม เก็บรายละเอียด และรายงานสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ หากนักข่าวถูกกันออกไป และให้พวกเขารอข้อมูลจากเอกสาร ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือภาพที่รัฐบาล "เลือก" ปล่อยมาให้แทน ก็ย่อมต่างจากการได้อยู่ในเหตุการณ์และถามต่อหน้าผู้มีอำนาจด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

หลังจากที่ CNN, MS NOW และ POLITICO ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ทำเนียบขาว ต่อมาวันที่ 21 ก.ย. ทั้ง 3 สื่อยักษ์จึงยื่นฟ้องรัฐบาลกลาง โดยมองว่าการตัดสิทธิ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อ และเป็นการลงโทษ เพราะรัฐบาลไม่พอใจกับเนื้อหาข่าวที่ทั้ง 3 สำนักนำเสนอ

22 ก.ย.69 Reuters รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 4 คน วิเคราะห์ว่าคำสั่งแบนของทรัมป์ มีความเสี่ยงสูงที่จะขัดกับข้อห้ามของรัฐบาลในการเลือกปฏิบัติต่อสื่อ โดยพิจารณาจากมุมมองหรือเนื้อหาที่สื่อนำเสนอ

ขณะที่ ฝั่งทำเนียบขาวยืนยันอีกมุมว่า รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิ์ของสื่อในการเผยแพร่ข่าวก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าสำนักข่าวทุกแห่งจะมีสิทธิ์อัตโนมัติ ในการได้บัตรผ่านทำเนียบขาว ที่นั่งในห้องแถลงข่าว หรือสิทธิ์เข้าร่วมระบบพูลสื่อ

เมื่อสื่อแบน "ทรัมป์"

หลัง CNN, MS NOW และ POLITICO ถูกห้ามเข้าทำเนียบขาว เรื่องไม่ได้จบแค่ฟ้องรัฐบาล เพราะเครือข่ายทีวีรายใหญ่อื่น ๆ เริ่มแสดงจุดยืนด้วยการหยุดทำหน้าที่ในระบบข่าวพูลชั่วคราว

คำว่า "ข่าวพูล" คือเวลาประธานาธิบดีมีภารกิจในห้องเล็ก ๆ หรือพื้นที่ที่ให้สื่อเข้าได้จำกัด ไม่สามารถเอากล้องจากทุกสำนักเข้าไปเต็มห้องได้ สื่อจึงต้องผลัดกันส่งทีมหนึ่งทีม เข้าไปถ่ายภาพ เก็บเสียง และแบ่งสัญญาณให้สื่อรายอื่นนำไปใช้รายงานข่าวต่อ วิธีนี้ช่วยให้ทุกสำนักยังมีภาพจากเหตุการณ์เดียวกัน โดยไม่ต้องแย่งกันเข้าไปจนวุ่นวาย

CNN เป็น 1 ใน 5 เครือข่ายโทรทัศน์หลัก ที่หมุนเวียนกันทำหน้าที่พูลในทำเนียบขาวร่วมกับ ABC, CBS, NBC และ Fox News โดยแต่ละเครือข่ายผลัดกันส่งทีมติดตามกิจกรรมประธานาธิบดี แต่เมื่อ CNN ถูกเพิกถอนสิทธิ์เข้าทำเนียบขาว เครือข่ายที่เหลือจึงประกาศว่า จะ ไม่ส่งใครเข้าไปทำหน้าที่แทน CNN และระงับการถ่ายทอดภาพกิจกรรมของประธานาธิบดีผ่านข่าวพูลทั้งระบบ

ผลที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นทันที ในงานตัดริบบิ้นเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ Marine One แห่งใหม่ของทำเนียบขาวในวันนี้ (22 ก.ย.) ทำเนียบขาวถ่ายทอดภาพกิจกรรมด้วยตัวเอง แต่เสียงของทรัมป์ในช่วงหนึ่งกลับฟังได้ยาก นั่นเพราะไม่มีไมโครโฟนของสำนักข่าวใหญ่ และเสียงเฮลิคอปเตอร์ใกล้ ๆ กลบเสียงพูด จนเกิดภาพที่มีประธานาธิบดี มีพิธี มีเฮลิคอปเตอร์ มีภาพถ่ายทอดสด แต่ไม่มีเสียงพูด

แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

แบนสื่อ-สื่อแบนกลับ "ทรัมป์" แก้เกมเปิด "Trump TV" ส่งข่าวเอง 24 ชม.

นอกจากเครือข่ายโทรทัศน์แล้ว The New York Times, The Washington Post และ Associated Press ก็เข้าร่วมการระงับหรือไม่ใช้ภาพที่ทำเนียบขาวส่งให้ เพื่อแสดงจุดยืนต่อการแบน ทรัมป์ ที่ทรัมป์แบน CNN, MS NOW และ Politico

เมื่อระบบพูลสะดุด The Washington Post มองว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ประชาชนอาจเหลือเพียงภาพและข้อมูลจากรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งแน่นอนรัฐบาลย่อมมีหน้าที่สื่อสารผลงานของตัวเองอยู่แล้ว แต่หน้าที่ของสื่ออิสระต่างออกไป เพราะสื่อมีหน้าที่ถามต่อในสิ่งที่รัฐบาลอาจไม่ได้อยากพูด เช่น ตัวเลขนี้จริงแค่ไหน นโยบายนี้กระทบใครบ้าง ใช้งบเท่าไร หรือคำพูดที่ประกาศไว้ทำได้จริงหรือไม่

ดังนั้น Trump TV จึงไม่ใช่แค่ช่องเปิดใหม่ธรรมดา เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่คำถามเรื่อง "ใครควรต้องเป็นคนเล่าเรื่องของรัฐบาล" ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลอาจเห็นว่าเป็นช่องทางตรงที่สะดวกและรวดเร็ว แต่ฝ่ายตรงข้ามก็คงมองว่า ต่อให้รัฐบาลเล่าเรื่องเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องมีสื่ออิสระคอยถามในสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากตอบอยู่ดี

สุดท้าย คดีของ CNN, MS NOW และ POLITICO จะเป็นตัวชี้ว่า เส้นแบ่งระหว่างอำนาจของทำเนียบขาวในการจัดการสื่อ กับสิทธิ์ของสื่อในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ ที่ถูกต้อง ที่เหมาะสม ที่ควรจะเป็น "อยู่ตรงไหน ?"

อ่านข่าว :

จีน ชนะ ญี่ปุ่น คว้าเหรียญทองวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 สรุปอันดับล่าสุด

ญี่ปุ่นลดระดับเตือน "ไต้ฝุ่นตู้เจวียน" พบเสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน

อุตุฯ ยันฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. ไม่ใช่ "มหาอุทกภัย" เช็กพื้นที่ได้รับผลกระทบล่าสุด