วันนี้ (22 ก.ย.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 เพิ่มเติม โดยทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วน ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการ อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
การทบทวนครั้งนี้สืบเนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ให้เร่งพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอีกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ และต่อมาวันที่ 27 ก.ค. ครม.รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
หลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้
1. เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ
2. เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ
3. เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง
4. เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบและรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ขณะที่รถยนต์ รถพ่วงและรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก
นอกจากนี้ยังปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส.แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล
ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน
ผู้ผ่านคุณสมบัติ-ยืนยันตัวตน เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.69
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือ การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน
สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้ถึงวันที่ 20 ก.ย.2569 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 ก.ย.2569
สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกคนที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ต.ค.2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 ม.ค.2570
ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากงบประมาณกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้การจัดสวัสดิการของรัฐสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละคน
อ่านข่าว
เดินหน้า "ประกันภัยพิบัติ" วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้
ครม.ไฟเขียวต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" วงเงิน 1,000 บ.ใช้ภายใน 2 เดือน
ครม.เห็นชอบตั้ง "มหาวิทยาลัยน่าน" ผุด 5 คณะใหม่ หวังแก้โจทย์พื้นที่
