สงครามอ่าวครั้งที่ 3 ไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะสมรภูมิในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมออกไปไกลถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อการสู้รบทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้หยุดชะงัก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ก่อนส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง ค่าไฟฟ้า การท่องเที่ยว และราคาอาหารในภูมิภาค
สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่เพียงว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวมากแค่ไหน แต่แรงกระแทกครั้งนี้กำลังตกลงบนครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีพื้นที่ในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น "น้อยกว่า" กลุ่มอื่น ขณะที่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจากราคาพลังงานอาจขยายตัวต่อเนื่องไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว
ฮอร์มุซปิด ต้นทุนพลังงานพุ่งกระแทกเศรษฐกิจ
ก่อนเกิดวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าโลก โดยประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ และมากกว่าร้อยละ 80 มีปลายทางอยู่ในเอเชีย เมื่อการสู้รบทำให้เส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบจึงขยับจากประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลขึ้นไปมากกว่า 100 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20
ข้อมูลจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัวหลังมีการประกาศหยุดยิง แต่ยังอยู่ที่ระดับเกือบ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงกระแทกดังกล่าวมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหลายประเทศยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง แม้บางประเทศจะผลิตพลังงานเองและพยายามกระจายแหล่งนำเข้าแล้วก็ตาม
โดยฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางร้อยละ 95 เวียดนามร้อยละ 88 มาเลเซียร้อยละ 69 ไทยร้อยละ 59 และสิงคโปร์ร้อยละ 52 ส่วนในด้านก๊าซ เวียดนามพึ่งพาร้อยละ 49 ไทยร้อยละ 28 สิงคโปร์ร้อยละ 20 และอินโดนีเซียร้อยละ 37 ขณะที่อินโดนีเซียพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-25
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเส้นทางขนส่งหลักมีปัญหา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ยังส่งต่อมายังต้นทุนของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่โรงไฟฟ้า โรงงาน รถขนส่ง ไปจนถึงภาคเกษตรและบริการ โดยเฉพาะประเทศที่มีน้ำมันสำรองเพียงประมาณ 30-100 วัน ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นหากการหยุดชะงักยืดเยื้อ
สิงคโปร์เป็นกรณีที่เห็นภาพชัด เพราะมากกว่าร้อยละ 95 ของไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG และเกือบร้อยละ 60 ของ LNG ที่นำเข้ามาจากกาตาร์ ขณะที่กาตาร์เป็นผู้ผลิต LNG คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของผลผลิตโลก
เมื่อการโจมตีของอิหร่านในเดือน มี.ค. สร้างความเสียหายให้กับโรงงาน รัส ลาฟฟาน ซึ่งเป็นศูนย์ส่งออก LNG ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก กาตาร์จึงต้องลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 17 และการซ่อมแซมอาจใช้เวลาหลายปี ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในสิงคโปร์ปรับสูงขึ้น
จากจุดนี้เอง วิกฤตพลังงานเริ่มขยายออกจากตลาดน้ำมันเข้าสู่เศรษฐกิจจริง ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ขณะที่ราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ต้นทุนดังกล่าวจึงไม่ได้กระทบเพียงผู้ใช้รถ แต่ยังรวมถึงภาคการบิน การขนส่งสินค้า การผลิต และการท่องเที่ยว
แม้สายการบินบางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางบินในช่วงที่การเดินทางผ่านตะวันออกกลางหยุดชะงัก แต่ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นและราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นกลับกดดันภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ในเดือน มี.ค. จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยลดลงร้อยละ 50 จากเดือนก่อนหน้า
และมีการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวสูงสุด 3,000,000 คน และสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000 ล้านบาท
แรงกระเพื่อมดังกล่าวทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องออกมาตรการลดการใช้พลังงานและพยุงราคาภายในประเทศ ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน 1 วัน/สัปดาห์ ลาวลดวันเรียนจาก 5 วันเหลือ 3 วัน ส่วนเวียดนามลดเที่ยวบินในบางเส้นทางภายในประเทศเพื่อประหยัดน้ำมันเครื่องบิน และเมียนมาระงับเที่ยวบินบางส่วนพร้อมใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล
อินโดนีเซียประกาศว่าจะคงมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงไปตลอดปีเพื่อป้องกันแรงกดดันภายในประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันก็เริ่มจำกัดปริมาณน้ำมันสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการอุดหนุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นทำให้อินโดนีเซียต้องลดโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับเด็กของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตลง 1 วัน/สัปดาห์
ส่วนมาเลเซียซึ่งมีภาระงบประมาณอุดหนุนน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเดือน มี.ค. ได้ลดโควตาน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนชั่วคราวจาก 300 ลิตร เหลือ 200 ลิตร/เดือน
มาตรการเหล่านี้สะท้อนปัญหาอีกชั้นหนึ่ง เพราะเมื่อรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเพื่อพยุงราคาพลังงาน ก็ย่อมเหลืองบประมาณน้อยลงสำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านอื่น ขณะเดียวกันรัฐบาลในภูมิภาคยังพยายามหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย ไนจีเรีย และบราซิล รวมถึงการเจรจาของมาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์กับอิหร่านเพื่อให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ขณะที่สิงคโปร์เลือกไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าสิทธิในการผ่านช่องแคบระหว่างประเทศได้รับการรับรองภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS
ในระยะสั้น บางประเทศยังหันกลับไปเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้จะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนทำได้ยากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้กลับเป็นแรงผลักให้รัฐบาลในภูมิภาคเร่งเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ด้วย
จากราคาน้ำมันสู่ราคาข้าว วิกฤตพลังงานกระทบคนรายได้น้อย
จุดที่น่ากังวลมากกว่าราคาน้ำมันคือ ผลกระทบที่กำลังเดินทางต่อไปยังอาหาร เพราะตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานสำคัญ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตปุ๋ย และมีการประเมินว่าปุ๋ยที่ซื้อขายในตลาดโลกประมาณหนึ่งในสามต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย โดยเฉพาะยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนราคาถูกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปลูกข้าวและข้าวสาลี เมื่อก๊าซมีราคาแพงและการขนส่งติดขัด ต้นทุนการผลิตปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และหากปุ๋ยมีไม่เพียงพอ เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านพลังงานอย่างเมียนมาและกัมพูชา
งานวิจัยที่จัดทำโดยนักวิจัยจาก University of Edinburgh, University of Aberdeen และ Scotland’s Rural College ภายใต้การสนับสนุนของ International Chamber of Commerce หรือ ICC ชี้ให้เห็นว่า หากวิกฤตพลังงานและปุ๋ดยืดเยื้อ ผลกระทบจะค่อย ๆ เคลื่อนจากตลาดพลังงานไปสู่ไร่นา ก่อนจะมาถึงผู้บริโภค โดยในสถานการณ์รุนแรงที่สุด การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอาจลดลงประมาณร้อยละ 37 และผลผลิตธัญพืชอาจลดลงได้ถึงร้อยละ 10
เมื่อผลผลิตลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาธัญพืชทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับระดับปี 2020 และราคาผู้บริโภคด้านอาหารในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมถึงแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา อาจเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 70 จากฐานปี 2020 ในสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ
ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่า "อาหารจะแพงขึ้น" เพราะเมื่อราคาพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะมีทางเลือกในการปรับตัวน้อยกว่าครัวเรือนรายได้สูง ค่าอาหารและค่าเดินทางเป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อราคาขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย หรือการออมจึงถูกบีบให้ลดลงตามไปด้วย
งานวิจัยเดียวกันประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ วิกฤตดังกล่าวอาจมีส่วนทำให้เกิดผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากปัจจัยด้านอาหารและสุขภาพประมาณ 1,000,000 คนในปี 2030 และทำให้มีคนเข้าสู่ภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เพิ่มขึ้น 67 ล้านคน โดยภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับภูมิภาคที่มีรายได้ต่ำกว่า โดยภูมิภาคเอเชียใต้, แอฟริกาใต้ซาฮารา และ เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมกันคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตเพิ่มเติม และมากกว่าร้อยละ 90 ของภาระผู้มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับพืชไร่เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงการประมง เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของเรือประมง ในไทย ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทำให้เรือประมงเกือบครึ่งหนึ่งต้องจอดอยู่ในท่าเรือ ขณะที่ปีที่ผ่านมา การส่งออกอาหารทะเลของไทยมีมูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.32 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเชื่อมโยงทั้งรายได้ของชาวประมง การส่งออก และราคาอาหารทะเลในตลาด
ขณะเดียวกัน ประเทศในภูมิภาคพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาปุ๋ยตะวันออกกลาง โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไนตกลงเสริมความร่วมมือด้านการผลิตปุ๋ยเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกมากเพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงพลังงาน ปุ๋ย และระบบขนส่งด้วย
เมื่อมองจากภาพนี้ วิกฤตฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตลาดพลังงาน แต่เป็นวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบ ต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น โรงงานปุ๋ยที่ผลิตได้ลดลง เกษตรกรที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับอาหารหนึ่งมื้อ
แรงกระเพื่อมถึงแรงงาน เศรษฐกิจ และสมดุลมหาอำนาจ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังขยายไปถึงแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันออกกลาง ฟิลิปปินส์มีประชาชนอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 2,400,000 คน โดยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 975,000 คน ซาอุดีอาระเบีย 813,000 คน และกาตาร์ 250,000 คน ขณะที่อินโดนีเซียมีมากกว่า 500,000 คน และเวียดนาม 10,000 คน
แรงงานจำนวนมากเลือกอยู่ต่อ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอน เพราะกังวลว่าจะสูญเสียงาน หรือไม่สามารถแบกรับค่าโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้นจากการปิดน่านฟ้าได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางกลับ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อจัดเที่ยวบินส่งกลับและการอพยพผ่านพรมแดนทางบก
หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ปัญหาของแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความปลอดภัย เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจตะวันออกกลางอาจหมายถึงการลดจำนวนงาน รายได้ของแรงงานที่ลดลง และเงินโอนกลับประเทศที่หดตัว ซึ่งจะย้อนกลับมากระทบครัวเรือนในประเทศต้นทางอีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะครอบครัวที่พึ่งพารายได้จากสมาชิกที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ในระดับภูมิภาค ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เลือกวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้ยุติการสู้รบและแก้ไขปัญหาผ่านการทูต มาเลเซีย บรูไน และติมอร์-เลสเตประณามทั้งการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลและการตอบโต้ของอิหร่าน สิงคโปร์แสดงความเสียใจต่อความล้มเหลวของการเจรจา ขณะที่อินโดนีเซียเสนอเป็นคนกลาง และฟิลิปปินส์เรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยไม่เลือกประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ส่วนไทย เมียนมา เวียดนาม ลาว และกัมพูชาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งแก้ไขปัญหาด้วยการทูตและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
ท่าทีของอาเซียนสะท้อนทั้งความพยายามรักษาความเป็นกลางและความจำเป็นต้องรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงคราม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างจริงจัง ต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง และมีการประชุมออนไลน์เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนประชุมแบบพบหน้าในฟิลิปปินส์
ทั้ง 2 เวทีให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงความจำเป็นในการประสานงานเพื่อช่วยเหลือพลเมืองอาเซียนที่ติดอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง
ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ประกาศว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการประชุมแบบ "bare-bones" โดยมุ่งเน้นผลกระทบของสงครามต่อพลังงาน อาหาร และแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก สะท้อนว่าประเด็นเหล่านี้กลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่ง สงครามยังอาจเปลี่ยนสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับมหาอำนาจ เพราะสหรัฐฯ ต้องโยกกำลังจากอินโด-แปซิฟิกกลับไปยังตะวันออกกลาง ทั้งระบบ Patriot และ THAAD กองกำลังนาวิกโยธิน 2 ชุด และกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน ขณะที่คลังขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงของสหรัฐฯ ถูกใช้ไปมากและอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเติมกลับ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่าสหรัฐฯ จะสามารถรักษาขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในเอเชีย เช่น ช่องแคบไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ ได้มากน้อยเพียงใด
จีนจึงมีโอกาสใช้วิกฤตครั้งนี้แสดงบทบาทในฐานะหุ้นส่วนด้านพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจีนมีน้ำมันสำรองจำนวนมาก และได้ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว
ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังอาจเป็นแรงผลักให้ฟิลิปปินส์และจีนกลับมาพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท โดยจีนระบุว่าการพักข้อพิพาทด้านอธิปไตยเพื่อร่วมกันพัฒนาทรัพยากรเป็น "แนวทางที่ถูกต้อง"
รัสเซียเองก็อาจได้ประโยชน์จากความต้องการหาแหล่งพลังงานและวัตถุดิบใหม่ เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมัน ปุ๋ย และข้าวสาลีรายใหญ่ โดยฟิลิปปินส์ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธการซื้อน้ำมันจากรัสเซียหลังการรุกรานยูเครน ได้สั่งซื้อน้ำมันดิบรัสเซียและผลิตภัณฑ์อื่นรวม 2,480,000 บาร์เรล ขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่จะหันไปพึ่งพารัสเซียมากขึ้น และเวียดนามได้สั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เครื่องจากรัสเซียแล้ว
ท้ายที่สุด ผลกระทบของสงครามจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าราคาน้ำมันจะกลับลงมาเร็วแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงงานปุ๋ย ห่วงโซ่อุปทาน และกำลังการผลิตที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี แม้การสู้รบจะยุติลงก็ตาม ISEAS ประเมินว่าผลกระทบด้านราคาอาหารและพลังงาน เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจลากยาวไปจนถึงปี 2026 และอาจต่อเนื่องเข้าไปในปี 2027
นั่นทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงจุดยุทธศาสตร์บนแผนที่ตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่เป็นจุดที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ผลผลิตทางการเกษตร ราคาข้าว รายได้ของชาวประมง งานของแรงงานข้ามชาติ และค่าครองชีพของครัวเรือนหลายสิบล้านครัวเรือนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยิ่งวิกฤตยืดเยื้อออกไปมากเท่าไร ต้นทุนของสงครามก็ยิ่งถูกส่งต่อจากสมรภูมิไปยังเศรษฐกิจและโต๊ะอาหารของคนธรรมดามากขึ้นเท่านั้น
อ่านข่าว :
เดินหน้า "ประกันภัยพิบัติ" วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้
วอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 คว้าเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ 2026
"แอม กัญจุฑา" MMA หญิงคว้าเหรียญทอง หลังชนะบาห์เรน เอเชียนเกมส์ 2026
