วันนี้ (22 ก.ย.2569) กรมชลประทานแจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่าในปัจจุบัน (22 ก.ย.2569) เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา สถานี C.2 นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่อัตรา 1,601 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) เมื่อสมทบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ที่สถานี Ct.19 จ.อุทัยธานี อัตรา 140 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลเข้าสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,300 ลบ.ม./วินาที
ในการนี้ กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากอัตรา 1,300 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 1,500 ลบ.ม./วินาที โดยจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันนี้เป็นต้นไป และจะเพิ่มการระบายน้ำประมาณชั่วโมงละ 25 ลบ.ม./วินาที จนถึงอัตรา 1,500 ลบ.ม./วินาที ในเวลาประมาณ 15.00 น. จากนั้นจะคงอัตราการระบายน้ำดังกล่าวต่อเนื่อง
กรมชลประทานได้ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการบริหารจัดการน้ำและการลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน
จึงขอแจ้งให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่อยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะต่อไป
อ่านข่าว :
น้ำท่วมถนนสาย 304 หลังปราจีนบุรีเจอฝนตกหนัก
กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 2 เตือน 23–27 ก.ย. ฝนหนักถึงหนักมาก หลายพื้นที่ทั่วไทย
