"ชัยวุฒิ" จี้ กพร.สกัดแร่นำเข้าแร่พลวงบังหน้า หวั่นฟอกเงินสแกมเมอร์

สิ่งแวดล้อม
15:37
จำนวนผู้ชม 130
Thai PBS
"ชัยวุฒิ" จี้ กพร.สกัดแร่นำเข้าแร่พลวงบังหน้า หวั่นฟอกเงินสแกมเมอร์
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (21 ก.ย.2569) นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม และอดีต สส.ตาก เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงและส่งสัญญาณเชิงบวกในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้า ขนส่ง และแปรรูปแร่พลวงตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเครือข่ายสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและอดีต สส.จังหวัดตาก

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและอดีต สส.จังหวัดตาก

นายชัยวุฒิระบุว่า ตนมาในฐานะตัวแทนที่คลุกคลีและเข้าใจพื้นที่มานานหลายสิบปี โดยข้อเท็จจริงพบว่า มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในช่วงที่ผ่านมา กลับพบความผิดปกติของกลุ่มบุคคลที่เข้ามารับซื้อแร่พลวงในราคาสูงกว่าตลาด โดยรับซื้อที่ราว 150,000 บาท ขณะที่ราคาปกติอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท

จากนั้นมีการนำแร่ไปแต่งที่โรงงานฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชเวก๊กโก ก่อนจะวนสินค้ากลับเข้ามาหรือผ่านขั้นตอนการพักสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีการหมุนเวียนเม็ดเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสุจริตได้รับผลกระทบ และสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางแปลงสภาพเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ อีกทั้งเมื่อมีรถบรรทุกขนแร่ ซึ่งเป็นรถที่มีน้ำหนักมาก สร้างความเสียหายต่อถนนหลวงอีกด้วย

นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง นายชัยวุฒิยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่เป็นลำดับแรก โดยเฉพาะโรงแต่งแร่ที่ริมแม่น้ำเมย ซึ่งมีกากแร่และของเสียไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักที่ประชาชนใน จ.ตาก และแม่ฮ่องสอน ต้องใช้ในการอุปโภคบริโภคและทำน้ำประปา

จึงเสนอแนะให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เร่งรัดการออกหนังสือรับรอง (CEO) เพื่อสร้างกลไกควบคุมสารปนเปื้อนในชุมชนอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับกรมควบคุมมลพิษในการตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ผมไม่ได้มาเพื่อกล่าวโทษใคร การทำงานในพื้นที่ลำบาก มีอุปสรรคจริง แต่เมื่อเรารู้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหน เราก็ต้องช่วยกันเติมเต็ม ช่วยกันส่งเสียงเพื่อดูแลประชาชน ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้ระบบการค้าชายแดนกลับมาเติบโตได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกคน

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เช่น กรมศุลกากร นายชัยวุฒิได้แสดงความเห็นใจและเข้าใจข้อจำกัดด้านกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัด ท่ามกลางแนวชายแดนที่กว้างขวางกว่า 500 กิโลเมตร พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และเสนอว่า จำเป็นต้องร่วมมือกันยกระดับการตรวจตราตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าทรานซิตให้มีความถี่และความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้กลุ่มผลประโยชน์ใช้ช่องโหว่ด้านโลจิสติกส์มาสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ค้าคนไทย

อ่านข่าว:

“พาณิชย์” จับมือ 17 หน่วยงาน ปราบนอมินี–บัญชีม้า สกัดภัยร้ายทางเศรษฐกิจ

เตรียมจัดเวทีประชาคมศึกษาผลกระทบ "เหมืองแร่โดโลไมต์" ป่ากันชนแก่งกระจาน

“ฆ่า” ตะกอน ...น้ำกกขุ่นทั้งปี ทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลา