วันนี้ (28 ส.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภาพถ่ายมุมสูงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เผยให้เห็นสภาพบ้านเรือนและชุมชนทางฝั่งเนปาลที่ถูกทับถมด้วยมวลโคลนหนาสูงจนแปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลน ภายหลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางการเนปาลต้องนำเครื่องจักรกลหนักเร่งเข้าเคลียร์พื้นที่และค้นหาผู้รอดชีวิต
จากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์หิมะหรือน้ำแข็งละลายตามธรรมชาติ แต่เป็น "ภัยพิบัติต่อเนื่องแบบลูกโซ่" โดยเริ่มต้นจากธารน้ำแข็งและมวลหินบนเทือกเขาหิมาลัยเกิดการพังถล่มลงมา ก่อนจะกวาดเอาซากหิน โคลน และก้อนน้ำแข็งมหาศาลพุ่งลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง มวลสารเหล่านี้ได้เข้าไปปิดกั้นช่องทางไหลของแม่น้ำตรีศุลี ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณปลายน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที
ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเทือกเขาหิมาลัย ที่มีหุบเขาแคบชัน และมีชุมชนตั้งอยู่ตลอดแนวแม่น้ำ เมื่อเกิดมวลน้ำและโคลนทะลักลงมา ประชาชนในพื้นที่ตอนล่าง จึงมีเวลาเตือนภัยเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สรุปว่า เหตุการณ์นี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตรงทั้งหมดหรือไม่ แต่เป็นที่แน่ชัดว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างภูเขาสูงขาดเสถียรภาพ ทั้งจากการละลายของธารน้ำแข็ง และการละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวร
ผู้เสียชีวิตพุ่ง-เด็กนับหมื่นได้รับผลกระทบ
ผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขผู้เสียชีวิตในฝั่งประเทศเนปาลล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 547 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้มากกว่า 1,470 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกไม่ต่ำกว่า 977 คน ซึ่งในจำนวนผู้สูญหายนี้ เป็นชาวต่างชาติมากกว่า 500 คน
ด้านองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยระบุว่าเหตุอุทกภัยและโคลนถล่มฉับพลันครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กมากกว่า 17,000 คนในเนปาล พบโรงเรียนถูกทำลายเสียหายสิ้นเชิง 18 แห่ง และได้รับความเสียหายบางส่วนอีก 20 แห่ง ทำให้การเรียนการสอนต้องหยุดชะงัก
ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลระดมกำลังทหารและตำรวจมากกว่า 13,000 นาย ลงพื้นที่เขตราสุวะ เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดภัยพิบัติซ้ำ 2
จับตา 81 ธารน้ำแข็งอันตรายใน "คาราโคราม"
ภัยพิบัติที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยไปถึงธารน้ำแข็งอีกหลายพันแห่งทั่วโลก โดยรายงานวิจัยระดับโลกที่เผยแพร่ในปีนี้เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีธารน้ำแข็งมากกว่า 3,100 แห่ง ที่เริ่มแสดงพฤติกรรมผิดปกติที่เรียกว่า "Glacier Surge" หรือปรากฏการณ์ที่ธารน้ำแข็ง ซึ่งปกติเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ จู่ ๆ ก็เกิดการเร่งความเร็วในการเคลื่อนตัวขึ้นอย่างฉับพลันหลายสิบเมตรต่อวัน
ในบรรดาธารน้ำแข็งเสี่ยงสูงเหล่านั้น นักวิจัยระบุว่ามี 81 แห่ง ที่จัดเป็นอันตรายมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในบริเวณ เทือกเขาคาราโคราม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายแดนปากีสถาน จีน และอินเดีย ที่ตั้งของยอดเขา K2
ความน่ากังวลสูงสุดของเทือกเขาคาราโคราม ไม่ใช่เพียงแค่ขนาดอันมหึมาของธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่เป็นเพราะธารน้ำแข็งอันตรายทั้ง 81 แห่งนี้ ตั้งอยู่เหนือหุบเขาที่มีชุมชน เส้นทางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่อย่างหนาแน่น หากเกิดการพุ่งตัวจนกลายเป็นเหตุน้ำท่วมฉับพลัน จากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม (Glacial Lake Outburst Flood - GLOF) จะกลายเป็นระเบิดเวลาธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียมหาศาล
ภัยพิบัติเนปาลเฉียด 550 ศพ จับตาภัยเงียบโลกร้อน 3,100 ธารน้ำแข็งเสี่ยงแตก
ประชากรโลก 15 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยง
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกประมาณ 15 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากเหตุน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม โดยภูมิภาคเอเชียภูเขาสูง หรือบริเวณเทือกเขาสูงรอบที่ราบสูงทิเบต เป็นพื้นที่ที่มีประชากรรับความเสี่ยงมากที่สุด โดยมีประชาชนราว 1,000,000 คน อาศัยอยู่ในรัศมีเพียง 10 กิโลเมตรจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง
นอกจากภูมิภาคเอเชียแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงสูงอื่น ๆ ทั่วโลก ได้แก่
- เทือกเขาแอนดีส (Andes) ในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเปรูและโบลิเวีย ซึ่งมีทะเลสาบธารน้ำแข็งตั้งอยู่เหนือชุมชนจำนวนมาก
- พื้นที่อาร์กติกและซับอาร์กติก (Arctic & Sub-Arctic) ได้แก่ กรีนแลนด์ แคนาดา อะแลสกา รวมถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของยุโรปและรัสเซีย ซึ่งเป็นจุดที่มีธารน้ำแข็งพฤติกรรม Glacier Surge กระจุกตัวอยู่เป็นจำนวนมาก
เหตุการณ์ที่เนปาลและทิเบตจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ในภาวะที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น น้ำแข็งบนภูเขาสูงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งน้ำจืดของมนุษย์อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับกลายเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติ ที่ท้าทายระบบการเตือนภัยและการรับมือของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21
อ่านข่าว :
โค้งสุดท้ายชี้ขาด "ฮั้ว สว." วัดกันที่จิตใจและคูเหลี่ยมกฎหมาย
สี จิ้นผิง สั่งเฝ้าระวัง-จนท.เดินหน้ากู้ภัยต่อ ยันไร้สัญญาณมวลน้ำทะลักซ้ำ
"นภินทร" ปัดฮั้ว สว. รับเคยพบผู้สมัครคุยเรื่องไก่งวง - แจ้งความ "ยิ่งชีพ"
