เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

สังคม
15:12
จำนวนผู้ชม 2
Thai PBS
เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

ในปัจจุบัน คำว่า "Gaslighting" หรือในภาษาไทยมักเรียกว่า "การปั่นหัว" ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสื่อกระแสหลักและวงการจิตวิทยา แต่ก็มีที่บ่อยครั้งคำนี้มักถูกนำไปใช้อย่างคลาดเคลื่อน นำไปปะปนกับการทะเลาะเบาะแว้งหรือการมีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งที่ในทางวิชาการและการแพทย์ Gaslighting จัดเป็นรูปแบบหนึ่งของการทารุณกรรมทางอารมณ์ที่มีความแนบเนียน รุนแรง และส่งผลกระทบต่อตัวตนรวมถึงระบบประสาทของผู้ถูกกระทำอย่างมาก

จากบทละครตะเกียงแก๊ส สู่การบิดเบือนโลกความจริง

คำว่า Gaslighting มีจุดเริ่มต้นมาจากบทละครเวทีเรื่อง Gas Light ผลงานการเขียนของ แพทริก แฮมิลตัน นักเขียนชาวอังกฤษ ในปี พ.ศ.2481 เนื้อเรื่องบรรยายถึงพฤติกรรมของตัวละครสามีชื่อ "แจ็ก" ที่พยายามทำให้ "เบลลา" ภรรยาของเขา เชื่อว่าตนเองกำลังมีอาการป่วยทางจิต

โดยใช้วิธีการจงใจหรี่แสงตะเกียงแก๊สภายในบ้านให้ริบหรี่ลง แล้วยืนยันอย่างหนักแน่นกับภรรยาว่าแสงสว่างยังคงเท่าเดิม และอาการทั้งหมดเกิดจากความรู้สึกคิดไปเองของเธอ

ความสำเร็จของบทละครเรื่องนี้ส่งผลให้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดในปี 2487 ต่อมานักจิตวิทยาได้นำชื่อเรื่อง มาใช้เป็นนิยามเชิงเปรียบเทียบเพื่ออธิบายพฤติกรรมการทารุณกรรมทางอารมณ์ในชีวิตจริง ที่ผู้กระทำจงใจทำให้เหยื่อเกิดความสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ และสติสัมปชัญญะของตนเอง

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

Gaslighting คืออะไร ?

ดร.โรบิน สเติร์น ผู้เขียนหนังสือ The Gaslight Effect อธิบายว่า Gaslighting หรือ การปั่นหัว คือรูปแบบของพฤติกรรมอย่างหนึ่งของการทำร้ายจิตใจและอารมณ์อย่างรุนแรง ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำจะตั้งคำถามกับความทรงจำและความมีสติของตนเองซ้ำ ๆ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ การปั่นหัว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่คือ รูปแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

โกหก-เข้าใจผิด ไม่เหมือนกับ การปั่นหัว

ทั้ง การโกหก การเข้าใจผิด และ การปั่นหัว เริ่มจากการพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด แต่ความแตกต่างของ 3 พฤติกรรมนี้อยู่ที่ "ทำไปเพื่ออะไร" และ "ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร"

การโกหก โดยทั่วไปคือการพูดเรื่องที่ไม่จริงเพื่อปกปิดความผิด หลีกเลี่ยงปัญหา หรือเอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์หนึ่ง ๆ เช่น ในที่ทำงาน เคสส่งงานไม่ทัน ถ้าเป็นคนโกหกก็จะบอกว่า "ส่งงานทางอีเมลไปแล้วนะ น่าจะมีปัญหาที่ระบบ" แม้จะเป็นเรื่องไม่จริง แต่เป้าหมายหลักคือ ไม่อยากให้ตัวเองถูกตำหนิ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายสงสัยความทรงจำหรือความสามารถในการรับรู้ของตัวเอง

การเข้าใจผิด หมายถึงการที่คน 2 คน ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่จำไม่เหมือนกัน เช่น นาย ก จำว่าต้องส่งงานวันอังคาร แต่ นาย ข จำว่าเป็นวันพุธ ทั้งคู่สามารถเปิดอีเมลหรือปฏิทินขึ้นมาตรวจสอบได้ว่า จริง ๆ แล้ว กำหนดวันส่งงานคือวันไหน นี่คือ ความเข้าใจผิด หรือ เข้าใจไม่ตรงกัน เพราะทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งกันและกันและยอมรับข้อมูลใหม่ได้ทั้งคู่

แต่การปั่นหัว หรือ Gaslighting ไปไกลกว่านั้น เพราะไม่ได้หยุดอยู่แค่การบอกข้อมูลเท็จ แต่เป็นการทำให้อีกฝ่าย เริ่มสงสัยว่า สิ่งที่เจ้าตัวเห็น จำ หรือรู้สึกนั้นถูกต้องหรือเปล่า ?

เช่น ถ้าหัวหน้าสั่งงานลูกน้องว่าให้ทำสไลด์เสนองาน 10 หน้า แต่เมื่อถึงวันประชุมกลับตำหนิว่า "ทำไมไม่ทำ 20 หน้าล่ะ ทั้ง ๆ ที่บอกตั้งแต่แรกแล้ว" และหากลูกน้องยืนยันว่าได้รับคำสั่งเป็นทำสไลด์ 10 หน้า หัวหน้าที่มีพฤติกรรมปั่นหัว จะตอบว่า "คุณจำผิดแล้ว หัวหน้าบอก 20 หน้ามาตลอด ช่วงนี้คุณดูเบลอ ๆ นะ"

ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อาจเป็นเพียง การสื่อสารผิดพลาดหรือการเข้าใจไม่ตรงกันได้ แต่ถ้าหัวหน้าทำลักษณะนี้ซ้ำ ๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องการประชุม หรือข้อตกลงต่าง ๆ จนทำให้ลูกน้องเริ่มคิดว่า "หรือเราจำผิดเองจริง ๆ ?" "หรือเราทำงานแย่ลง อย่างที่หัวหน้าบอกจริง ๆ ?" "หรือเราเข้าใจอะไรผิดไปเองทั้งหมด ?"

นี่คือจุดเริ่มต้นของการปั่นหัว และ ถูกปั่นหัว

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

ถอดรหัสประโยคติดปากที่ใช้ทำลายความมั่นใจ

จากบทความเรื่อง The Origins of the Term Gaslighting ระบุว่า พฤติกรรมการปั่นหัว มักถูกแสดงออกผ่านชุดคำพูดที่ดูเหมือนไม่มีความรุนแรงในเชิงกายภาพ แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้ถูกปั่นหัวทีละน้อย ได้แก่

  1. เธอคิดมากไปเอง หรือ เธออ่อนไหวเกินไป ประโยคเหล่านี้ถือเป็นการด้อยค่าความรู้สึก เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าอารมณ์ของพวกเขานั้นผิดปกติเอง
  2. ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น หรือ เธอจำผิดแล้ว เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีหลักฐานปรากฏชัด เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อสงสัยในระบบความทรงจำของตนเอง
  3. ไม่มีใครเขาคิดแบบเธอหรอก การอ้างอิงบุคคลภายนอก เพื่อให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและมองว่าตนเองเป็นฝ่ายบกพร่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การใช้ประโยคเหล่านี้เพียงครั้งคราวในขณะโต้เถียง ไม่สามารถใช้ตัดสินว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีพฤติกรรมชอบปั่นหัว เนื่องจากอาจเกิดขึ้นจากภาวะการปกป้องตนเองชั่วคราว แต่ปัจจัยชี้ขาดคือการพิจารณาว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นที่ต่อเนื่องเพื่อมุ่งเน้นการควบคุมความคิดของอีกฝ่ายหรือไม่

อะไรที่สาเหตุของการปั่นหัวผู้อื่น ?

งานวิจัยทางจิตวิทยา Supporting Clients Experiencing Gaslighting: Clinical Signs and Strategies ระบุว่า พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นจากเหตุผลหลัก ๆ ได้แก่

  1. ความต้องการควบคุมและรักษาอำนาจ แท้ที่จริงแล้ว ลึก ๆ ผู้กระทำ มักมีอาการกลัวและความไม่มั่นคงในใจ จึงเลือกใช้วิธีปั่นหัวเพื่อให้อีกฝ่ายยอมสยบและต้องคอยพึ่งพิงทางความคิดของผู้กระทำตลอดเวลา
  2. หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพื่อหนีความรู้สึกผิด ความละอาย หรือความผิดพลาดที่ตัวเองก่อไว้ จึงใช้วิธีโยนความสับสนกลับไปให้อีกฝ่าย ให้กลายเป็นคนผิดแทน
  3. รูปแบบพฤติกรรมที่ซึมซับมา บางคนซึมซับการสื่อสารแบบนี้มาจากวัยเด็ก ผ่านคนเลี้ยงดูที่ชอบใช้อำนาจ ควบคุม หรือปฏิเสธความรู้สึกของเด็ก ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าในความสัมพันธ์ต้องแย่งชิงอำนาจเพื่อความปลอดภัย

แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า การปั่นหัวเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรม ไม่ใช่โรคทางจิต และเราไม่สามารถด่วนสรุปวินิจฉัยเอาเองว่าใครมีภาวะทางจิต ได้จากพฤติกรรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะคนทั่วไปที่ไม่มีอาการป่วยทางจิตใด ๆ ก็สามารถเผลอปั่นหัวผู้อื่นได้ หากพวกเขาต้องการหนีความรับผิดชอบหรือต้องการมีอำนาจชนะในเหตุการณ์เฉพาะหน้า

นักวิจัยพบ "ผู้ถูกปั่นหัว" เสี่ยงสมองเปลี่ยนวงจร คล้ายป่วย PTSD

พฤติกรรมการปั่นหัว ส่งผลกระทบต่อระบบสมองของเหยื่ออย่างคาดไม่ถึง ในปี 2566 และ 2568 วิลลิส ไคลน์และคณะ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการถูกปั่นหัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวงจรการทำงานของสมอง จนระบบประเมินความเสี่ยงผิดเพี้ยนไป

ยกตัวอย่าง เช่น ในภาพยนตเรื่อง Gaslight เมื่อ "เบลลา" ตัวละครเอกเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติรอบตัว เช่น แสงตะเกียงแก๊สในบ้านที่หรี่สลัวลงอย่างปริศนา หรือเสียงเท้าลึกลับที่เดินอยู่บนห้องใต้หลังคา แต่เมื่อเธอนำเรื่องนี้ไปบอก "แจ็ก" ผู้เป็นสามี เขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันว่าแสงไฟยังคงสว่างเท่าเดิม และตอกย้ำว่าทั้งหมดเกิดจาก "ความจำเสื่อม ประสาทหลอน หรือเธอกำลังจะกลายเป็นบ้าไปเอง"

พฤติกรรมนี้จะส่งผลต่อกลไกการทำงานของสมองโดยตรง โดยปกติสมองจะคอยคาดเดาความจริงรอบตัวจากประสบการณ์และหลักฐานที่เห็น (เช่น เมื่อเห็นแสงไฟหรี่ลง สมองจะประมวลผลว่าแสงสว่างลดลงจริง) ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการยืนยันกระต่ายขาเดียวซ้ำ ๆ สมองจะตกอยู่ในสภาวะที่ทางเลือก 2 ทางขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

  • ทางที่ 1 "สามีที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด กำลังจงใจโกหก บิดเบือนความจริง และวางแผนทำร้ายจิตใจฉัน" ซึ่งเป็นความจริงที่สมองรู้สึกว่าน่ากลัวเกินไป รับไม่ได้ และอาจทำให้ชีวิตแต่งงานพังทลายลงทันที
  • ทางที่ 2 "ฉันคงคิดไปเอง จำผิด หรือกำลังป่วยเป็นโรคจิตตามที่เขาบอกจริง ๆ" ซึ่งเป็นทางเลือกที่สมองประเมินว่าปลอดภัยกว่า เพื่อรักษาความสัมพันธ์และความอบอุ่นในบ้านไว้

เมื่อต้องเลือกทางเลือกที่ 2 ซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มปรับการทำงานไปสู่ "การตั้งคำถามและสงสัยในสติสัมปชัญญะของตัวเอง" เสมอ นานวันเข้า สมองส่วนประเมินภัยคุกคาม หรือ อะมิกดาลา จะทำงานหนักผิดปกติแต่กลับขาดความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง

ส่งผลให้การทำงานของสมองมีลักษณะคล้ายกับผู้ป่วยโรคเครียดรุนแรงหลังเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ทำให้เบลลากลายเป็นคนตื่นตระหนกตลอดเวลา สูญเสียความมั่นใจในการตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน มักพูดคำว่าขอโทษบ่อยเกินปกติ และยอมให้อีกฝ่ายควบคุมชีวิตไปโดยสมบูรณ์

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

งานวิจัยของ เพจ แอล. สวีท (Paige L. Sweet) ชี้ว่าสาเหตุที่เหยื่อมักอดทนอยู่ในความสัมพันธ์ดังกล่าว เกิดจากกลไกสมองที่เรียกว่า "การลดความผิดพลาดในการคาดการณ์" ซึ่งในทางจิตวิทยา สมองจะประเมินว่าการเลือกเชื่อว่า "ตนเองคิดมากไปเอง" เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการยอมรับความจริงว่า คนที่ตนไว้วางใจกำลังบิดเบือนข้อเท็จจริง

ดังนั้น สังคมจึงไม่ควรมองว่าเหยื่อมีความอ่อนแอหรือซ้ำเติมด้วยการโทษว่าเป็นความผอดพลาดของผู้ถูกปั่นหัวเสียเอง

ก้าวข้ามวงจร Gaslighting แนวทางฟื้นฟูจิตใจและวิธีแก้ไขสำหรับผู้กระทำ

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองกำลังเผชิญกับการถูกปั่นหัว นักสังคมสงเคราะห์คลินิกและนักบำบัดโรคทางจิตวิทยา โจสลิน เจลินีค แนะนำขั้นตอนปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือตัวเองดังนี้

  1. จดและเก็บบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และคำพูดของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงเก็บภาพถ่าย แคปแชตข้อความ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันความจริงกับตัวเองในวันที่สมองเริ่มเกิดความสับสน
  2. คุยกับคนที่ไว้ใจได้ เล่าให้เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญฟัง เพื่อขอความคิดเห็นที่เป็นกลาง การได้รับการยืนยันความจริงจากภายนอกจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลุดพ้นจากวงจรบิดเบี้ยวได้ดีขึ้น
  3. ตั้งขอบเขตและหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่ไร้ทางออก ใช้ประโยคปฏิเสธการถกเถียงอย่างเรียบง่ายแต่เด็ดขาด เช่น "เรา 2 คนคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างกัน แต่ฉันไม่อยากทะเลาะเรื่องนี้อีกต่อไป" แล้วเดินเลี่ยงออกจากสถานการณ์
  4. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ หากพฤติกรรมบงการเริ่มล้ำเส้นไปสู่การข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้ความรุนแรง ผู้ถูกกระทำจำเป็นต้องมองหาความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยสามารถประสานงานกับหน่วยงานช่วยเหลือหรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยได้ทันที

ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ตระหนักรู้ว่าตนเองเริ่มมีพฤติกรรมชอบปั่นหัวคนอื่น ก็สามารถเรียนรู้เพื่อแก้ไขและพัฒนาตนเองได้

  1. เปิดใจยอมรับความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจว่าพฤติกรรมการบิดเบือนความจริงของเรา กำลังสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจผู้อื่นอยู่
  2. หยุดปัดตกความรู้สึกของอีกฝ่าย ฝึกรับฟัง เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนา โดยไม่หาข้อแก้ตัวให้ตัวเองและโยนความผิดให้อีกฝ่าย
  3. สื่อสารอย่างซื่อตรงต่อความต้องการลึก ๆ ในใจของตัวเอง เช่น กลัวการถูกทิ้ง กลัวความล้มเหลว หรือกลัวการไม่ถูกยอมรับ ก็บอกออกไปอย่างตรงไปตรงมา
  4. หากพบว่าพฤติกรรมนี้ ตัวเองทำซ้ำซากจนไม่สามารถควบคุมได้ ให้เปิดใจเข้ารับจิตบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

การสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเคารพ เข้าใจ และยอมรับความรู้สึกซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สมองและจิตใจของทุกคนปลอดภัย และสามารถไว้วางใจเสียงสะท้อนจากหัวใจและความทรงจำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

เป็นคนผิดเสมอ เอาแต่โทษตัวเองซ้ำ ๆ หรือเรากำลังถูก Gaslighting ?

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการและงานวิจัยเพื่อการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่บทความประเมินหรือวินิจฉัยทางจิตวิทยาโดยตรง หากท่านหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับภาวะความเครียด หรือสงสัยว่ากำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สุด

อ่านข่าว :

ปภ.แจงเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมรับ 9,000 บาท เงื่อนไข-ช่องทางลงทะเบียน

แอลกอฮอล์ระเบิดระหว่างทดลองวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน จ.ยะลา ครู-นร.เจ็บ 7 คน

"ณัฐพงษ์" ซัด "ดีเอสไอ" ฟ้องปิดปากข้อมูลฮั้ว สว.หลุด