วันนี้ ( 24 ส.ค.2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หลังราชกิจจานุเบกษา ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบด้านการใช้น้ำและไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ธุรกิจประเภทนี้ใช้ในปริมาณสูง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ปัญหาด้านไฟฟ้าสามารถแก้ไขได้ไม่ยากนัก เนื่องจากสามารถส่งผ่านสายส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ แต่ปัญหาด้านน้ำมีความซับซ้อนกว่า เพราะกระทบกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องใช้น้ำเช่นกัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
ที่ผ่านมา สศช. ได้หารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในประเด็นการสร้างสมดุลน้ำ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับหลักเกณฑ์ที่กำลังจัดทำ กำหนดเงื่อนไขเพื่อลดผลกระทบต่อส่วนรวม และการใช้ทรัพยากร รวมถึงพิจารณาลึกลงไปถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของแต่ละโครงการ
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ (Hyperscale) ที่เปิดดำเนินการแล้ว สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะช่วงก่อสร้างหรือพัฒนาโครงการเท่านั้น ทั้งนี้ ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าหลักเกณฑ์จะแล้วเสร็จเมื่อใด เนื่องจากต้องมีการประชุมคณะกรรมการและหารือกับประธานคณะกรรมการก่อน
คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ โดยผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการรับการส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ ยังสามารถขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่นได้
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
ทั้งนี้กลไกการพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน มีความกระจัดกระจาย เนื่องจากธุรกิจนี้ยังไม่ถูกนิยามชัดเจน ว่าเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด ทำให้สามารถดำเนินการได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า โครงการที่ดำเนินการไปแล้วควรมีมาตรการกำกับดูแลด้านการใช้ทรัพยากรและผลกระทบด้วยเช่นกัน
สศช. ทำบทความพิเศษ การรับมือกับการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ ข้อมูลจาก McKinsey & Company ประเมินว่าในช่วงปี 2568-2573 การลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการถึง 34%
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ปัจจุบันไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 42 แห่ง และยังมีโครงการใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายแห่ง ซึ่งบีโอไอ ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 36 โครงการ มูลค่าประมาณ 7.28 แสนล้านบาท
ดังนั้นการลงทุนดังกล่าว ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะในรูปของเงินลงทุนโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การก่อสร้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้บริการจากผู้ประกอบการในประเทศ และการจ้างงาน โดยสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า ในช่วง 5 ปี อุตสาหกรรม Data Center อาจช่วยเพิ่มสัดส่วนต่อ GDP จากร้อยละ 0.93 เป็นร้อยละ 2.47 และ สร้างการจ้างงานชั่วคราวสะสมกว่า 45,000 ตำแหน่ง ในช่วงการก่อสร้าง
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
ขณะที่ในต่างประเทศ เช่น กรณีของ Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า Data Center สามารถกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยพัฒนาชุมชนได้ โดยในช่วงปี 2561-2567 พื้นที่ Data Center เพิ่มจาก 13 เป็น 43 ล้านตารางฟุต และสร้างรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นสูงถึง 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อีกทั้งการจ้างงานใน Data Center ทุก 1 ตำแหน่ง ยังช่วยสร้างงานที่เกี่ยวเนื่อง ในธุรกิจอื่น ๆ อีกเฉลี่ย 7.4 ตำแหน่ง
หรือแม้แต่ด้านผลประโยชน์ในประเทศ Data Center ใช้เงินลงทุนสูง แต่จ้างแรงงานประจำน้อย เพราะเทคโนโลยีหลักอยู่กับบริษัทเจ้าของโครงการ เช่น Meta ที่ Luleå สวีเดน แม้กระตุ้นเศรษฐกิจพื้นที่ แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ท้องถิ่นมีจำกัด และในสหรัฐฯ โครงการหนึ่งจ้างงานก่อสร้างราว 1,700 ตำแหน่ง แต่เหลืองานประจำเพียงราว 160 ตำแหน่ง หลังเปิดดำเนินการ ส่วนด้านการกำกับดูแล สหภาพยุโรปกำหนดให้รายงานข้อมูลพลังงานและน้ำเข้าฐานข้อมูลกลาง
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
แต่ขณะที่สิงคโปร์ระงับการอนุมัติ Data Center ใหม่ชั่วคราวปี 2562-2565 ก่อนกลับมาเปิดรับโดยกำหนดค่า PUE ไม่เกิน 1.3 และล่าสุดกำหนดให้ใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อยร้อยละ 50.0 ตาม Green Data Centre Roadmap ส่วนมาเลเซีย รัฐสลังงอร์ กำหนดสัดส่วนใช้สินค้าและบริการในประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30.0 ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติ Data Center ระดับ Tier 1-2 เนื่องจากทรัพยากรน้ำจำกัด อนุญาตเฉพาะ Tier 3-4 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
สำหรับประเทศไทยแม้จะมีจุดแข็งด้านทำเลและโครงสร้างพื้นฐาน รายงานของศูนย์วิจัยกรุงไทย( Krungthai COMPASS) ระบุว่ากว่า 60% ของค่าใช้จ่ายพัฒนา Data Center เป็นอุปกรณ์นำเข้า ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์หลักจากงานก่อสร้างเท่านั้น สอดคล้องกับผลสำรวจสภาอุตสาหกรรมฯ ที่ร้อยละ 51.2 กังวลว่ามูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการไทยได้รับยังจำกัด
สศช.จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ 7.2 แสนล้าน หวั่นแย่งทรัพยากร ชงเกณฑ์คุม Hyperscale
ด้านกฎระเบียบ ไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักดูแลภาพรวม บางโครงการขออนุญาตในลักษณะคลังสินค้า และยังไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเฉพาะ เช่น PUE หรือ WUE แม้จะเริ่มมีคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ (ประโยชน์ต่อประเทศ ไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม) และโครงการนำร่อง Direct PPA แต่รายละเอียดหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา
ดังนั้นไทยจึงควรเร่งพัฒนาระบบกำกับดูแลให้ครอบคลุม ตั้งแต่ต้นจนถึงเปิดดำเนินงาน พร้อมฐานข้อมูลกลางและการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าผ่านการกำหนดสัดส่วนใช้สินค้าและแรงงานในประเทศ เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมพิจารณาโครงการ โดยเฉพาะประเด็นทรัพยากรและผลกระทบพื้นที่ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรของประเทศ
อ่านข่าว:
Data Center คืออะไร สำคัญอย่างไร ?
จับตาเกณฑ์ล้อมคอกธุรกิจ Data Center ในไทย
ดอกเบี้ยสูง-เศรษฐกิจไทยเปราะบาง KKPชี้ยุค AI หนุนตลาดใกล้ถึงจุดเปลี่ยน
