วันนี้ (12 ก.ค.2569) รศ.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรครั้งใหญ่ โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เกิดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยปี 2568 มีเด็กเกิด 416,574 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน หรือมากกว่าประมาณ 140,000 คน ส่งผลให้ฐานแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้จ่ายเงินสมทบประกันสังคมลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
"เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี" วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก
ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่เป็นเพราะต้นทุนการมีลูกตกอยู่กับผู้หญิงและครอบครัวเกือบทั้งหมด ทั้งค่าใช้จ่าย การหยุดงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ และความเสี่ยงถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ทั้งที่ประโยชน์จากการเกิดของเด็กตกกับสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในอนาคต ฐานภาษี หรือผู้จ่ายเงินสมทบที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการ
ข้อมูลยังสะท้อนว่า ผู้หญิงมีอัตราเข้าร่วมตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 60 เทียบกับผู้ชายร้อยละ 75 และยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่า แม้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน อีกทั้งผู้หญิงจำนวนมากต้องลาออกจากงานในช่วงวัย 30-35 ปี เพื่อเลี้ยงลูกหรือดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานดูแลภายในครอบครัว ซึ่งผู้หญิงรับภาระมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ถูกนับในระบบเศรษฐกิจ
"เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี" วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก
แม้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่จะเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน และให้คู่สมรสลาช่วยดูแลภรรยาหลังคลอดได้ 15 วัน แต่ยังมีความกังวลว่านายจ้างอาจหลีกเลี่ยงการจ้างผู้หญิง เพราะต้องรับภาระค่าจ้างระหว่างลาคลอด จึงเสนอให้โอนภาระดังกล่าวไปยังกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนของรัฐ เพื่อลดแรงจูงใจในการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายสิทธิด้านการลาคลอดและเงินชดเชยไปยังแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เช่น เกษตรกร แม่ค้า ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ และลูกจ้างรายวัน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ ต้องทำมากกว่าการแจกเงินเพียงครั้งเดียว แต่ต้องลงทุนในศูนย์เด็กเล็ก ที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และระบบดูแลเด็ก เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงของการมีบุตรในระยะยาว
"เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี" วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก
ทั้งนี้ รศ.กิริยา ย้ำว่า การสนับสนุนการมีบุตรไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์และแก้ปัญหาความล้มเหลวของตลาด เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้จะเป็นแรงงาน ผู้เสียภาษี และกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
อ่านข่าว:
“กอช.” เตือนวิกฤตประชากรปี 69 คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5
เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต










