"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

สังคม
17:00
จำนวนผู้ชม 186
Thai PBS
"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

หลายคนคงเคยถูกถาม หากพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ต้องลาลับดับจากโลกนี้ จะทำอะไรเป็นลำดับแรก บางคนอาจคิดไม่ออก บางคนต้องการทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และอยากจะทำสักครั้งหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงยากจะเลือก มนุษย์ แม้จะมีสิทธิเลือก “วันเกิด” และสถานที่เกิดได้ แต่สำหรับ “วันตาย” สุดจะหยั่งรู้ ทว่าถ้าเลือกได้ ไม่ด่วนจากไปอย่างกระ ทันหัน “พินัยกรรม” ชีวิต น่าจะเป็นทางเลือกสำคัญก่อนที่จะเดินทางไกล ไหน ๆจะตายทั้งทีแล้ว ขอแบบนี้ได้ไหม

ด้วยความไม่แน่นอนของชีวิต เมื่อกล่าวถึง “พินัยกรรม” หรือ (Living Will) แล้ว ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศแรกๆ ที่กฎหมายรับรองสิทธิผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยื้อชีวิต และแนวคิดดังกล่าวได้แพร่ขยายมายังฝั่งยุโรป ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศ

ในหลายประเทศ มีวิธีการเลือกขอตายหลายวิธีที่จะทำให้เป็นการตายดี โดยมีแบบการขอตายที่เป็นทั้งแบบการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) แบบการุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) หรือการช่วยเหลือการตายทางด้านการแพทย์ Physician Assisted Suicide (PAS) และสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาล่วงหน้า (The Patient’s Right to Refuse Treatment) แบบพินัยกรรมชีวิต (Living will) แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ยินยอมให้มีสิทธินี้

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

ส่วนประเทศไทย แม้ที่ผ่านมาจะเคยมีการหารือถึงเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว แต่ยังไม่มีกฎหมายให้การุณยฆาต (euthanasia) แต่มีมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่บัญญัติสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย หรือ Living Will โดยมีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้า

สาระสำคัญของมาตรา 12 เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อบอกเจตนาของตนให้คนอื่นทราบว่าตนต้องการตายอย่างสงบ โดยขอปฏิเสธบริการสาธารณสุขที่ไม่มีประโยชน์ เพื่อยืดการตายออกไป หรือขัดขวางการตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ในสมัยก่อนมีคําว่า “สั่งเสีย” คือ คนใกล้ตายได้บอกลา ปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจ บอกความห่วงใย ขณะที่ลูกหลานก็แสดงความรักเคารพและบอกลาในช่วงนาทีสุดท้าย เปรียบดั่งใบไม้ที่เปลี่ยนสีเป็นเหลืองแล้วร่วงหล่นจากต้น ผู้ป่วยก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจ

ขณะที่ลูกหลานคนใกล้ชิดก็ได้เตรียมใจ สังคมก็รับรู้มาเยี่ยมมาถามมาปลอบ จนความตายนั้นมาถึงแล้วจากไปอย่างสงบ

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

ดวงพร เพชรคง วิทยากรชํานาญการพิเศษ กลุ่มงานกฎหมาย 2 สํานักกฎหมาย ซึ่งเคยเขียนบทความ ความต้องการครั้งสุกท้ายของชีวิต ใช้เพื่อการออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา รายการเจตนารมณ์กฎหมาย สํานักงานเลขาธิ การสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า

การุณยฆาต หรือ Euthanasia เป็นภาษากรีกประกอบด้วยคําศัพท์ 2 คําคือ eu หมายถึง good และ thanatos หมายถึง death แปลรวมความว่า ตายดี ตายสงบ โดยแนวคิดตะวันตก สําหรับการุณยฆาต มีข้อพิจารณา 3 ประการคือ

1. เมื่ออยู่ในภาวะเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

2. สิทธิส่วนบุคคลที่จะยุติชีวิตลง

3. บุคคลไม่ควรจะถูกบังคับให้ยืดชีวิตออกไปในสภาพที่ช่วยตนเองไม่ได้และไร้การรับรู้ทางสมอง

ทั้งหมดถือเป็นทางออกที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ การให้สิทธิผู้ป่วยวาระสุดท้ายอยู่ในสภาพที่พร้อมตายอย่างมีศักดิ์ศรีสงบและมีสติ โดยมีคนรักรอบข้างที่ยอมรับการจากไปอย่างมีสติและเห็นความตายเป็นธรรมชาติแนวคิดในซีกวัฒนธรรมตะวันตกและเป็นที่มาของการจัดหาสถานพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (hospiceหรือ in-home hospice ) ให้เตรียมตัวตายอย่างมีศักดิ์ศรีและตายอย่างมีสติปราศจากการยืดชีวิตไว้ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ปัจจุบันคนไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุก ๆ คนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ มากขึ้นเช่นกัน

จากสถิติของสช.พบว่าคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า เกือบ 1 แสนราย สะท้อนให้เห็นการตื่นตัวของคนไทยเรื่อง การวางแผนระยะสุดท้าย ผ่านสมุดเบาใจ มากขึ้น โดยกลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด ส่วนมากคือ Gen X เริ่มมี Gen Y บางส่วน

ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป เพศหญิง อายุ 30-44 ปี และเพศชาย 45- 59 ปี จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วยนครราชสีมา 18,766 คน , สุโขทัย 13,345 คน ,นครศรีธรรมราช 11,176 คน ,พิษณุโลก 11,053 คน และ อุบลราชธานี 10,816 คน

กรนิภา วัย 64 ปี กล่าวว่า เห็นด้วยที่มีการจัดทำพินัยกรรมชีวิต จากประสบการณ์ดูแลบิดาและมารดา ซึ่งผู้ป่วยติดเตียงในระยะสั้น ๆ ยอมรับว่า แม้จะมีคนป่วยเพียงคนเดียวในบ้าน แต่เสมือนป่วยทั้งครอบครัว เพราะลูกๆ แต่ละคนต้องหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเวรช่วยกันดูแล ด้วยความเต็มใจ โดยทั้งพ่อและแม่ได้สั่งเสียไว้ก่อนอาการจะทรุดลงว่า ขอให้รักษาตามอาการ และไม่ขอให้มีการปั๊มหัวใจ หรือใส่อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจใด ๆเพื่อยื้อชีวิต เพราะไม่อยากทรมาน

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

"จะตายทั้งที" ขอแบบนี้ได้ไหม "พินัยกรรมชีวิต" สุดท้ายปลายทาง

“พ่อป่วย แล้วก็ไปก่อน สั่งไว้ก่อนเสียเลยว่า ห้ามใส่เครื่องช่วยหายใจใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ต้องยื้อเพราะอยู่ในบนโลกนี้มานานพอสมควรแล้ว เช่นเดียวกับแม่ ซึ่งตามพ่อไปทีหลัง ก็สั่งไว้แบบนี้ พอบอกหมอว่าไม่ยื้อ ก็พากลับมาที่บ้าน ก็จากไปอย่างสงบ”

แม้ บิดา-มารดาของกรนิภา ไม่ได้ทำ “พินัยกรรมชีวิต”ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้ผ่านการสั่งเสียลูกๆ ทุกคนให้รับทราบความประสงค์ที่แท้จริง แต่ปัจจุบันเมื่อมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 ได้ให้สิทธิในการทำหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว จึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้มีสิทธิเลือกตายในบั้นปลายของชีวิต ที่จะไม้ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะ ฟื้นไม่ได้ ตายไม่ลง และไม่เป็นภาระกับลูกหลานในอนาคต

ดังนั้นเมื่อสุดท้ายปลายทางมาถึง จะตายทั้งที ก็ขอแบบนี้ (พินัยกรรมชีวิต) ได้ไหม ????

อ่านข่าว

มิติพิศวง "ไฟใต้" ใครเบื้องหลังจุดไฟเผาเรือน "ดินแดนปลายด้ามขวาน"

พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ