ในช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ สหราชอาณาจักรเผชิญกับการชุมนุม ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสต่อต้านผู้อพยพมาแล้วถึง 2 ครั้ง ท่ามกลางความเหลืออดของประชาชน ที่อยากให้รัฐบาลหันมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง
กลุ่มผู้ประท้วงในกรุงเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์เหนือ รวมตัวชุมนุมแสดงความไม่พอใจ ท่ามกลางการเดินหน้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาพเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในตัวเมืองเบลฟาสต์ เมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย.2026 ตามเวลาท้องถิ่น
ชนวนเหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้ เกิดขึ้นจากกระแสความไม่พอใจ ต่อเหตุการณ์ที่ชายชาวซูดานวัย 30 ปี ก่อเหตุใช้มีดทำครัวไล่แทงชายวัย 40 ปีเศษ บริเวณศีรษะ ใบหน้า ดวงตาและแผ่นหลัง ในย่านทางตอนเหนือของกรุงเบลฟาสต์ ก่อนที่พลเมืองดีจะเข้าไปช่วยเหลือ โดยผู้บาดเจ็บยังมีอาการสาหัสอยู่ในโรงพยาบาล ล่าสุดศาลปฏิเสธการประกันตัวและให้ควบคุมตัวชายชาวซูดานไว้ในเรือนจำทันที
ข้อมูลจากทางการชี้ว่า ผู้ต้องสงสัยเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2023 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในปีเดียวกัน ทำให้เขาสามารถพำนักอยู่ได้จนถึงปี 2028
หลายฝ่ายต้องการให้รัฐบาลปิดฉากนโยบาย เปิดรับผู้อพยพอย่างไร้ทิศทางโดยเร็ว ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร ที่เปิดเผยว่าเมื่อเดือน พ.ค. พบว่าจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นสุทธิที่เข้ามาในประเทศในปี 2025 อยู่ที่ 171,000 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2012 หากไม่นับรวมช่วงเวลาของการระบาดของโควิด-19
จำนวนนี้ลดลงประมาณเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 331,000 คน และที่สำคัญลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 944,000 คนในปี 2023
กระแสต่อต้านผู้อพยพที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งจุดติด แต่คุกรุ่นมานาน ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดกระแสต่อต้านปะทุขึ้น จากการตัดสินคดีสะเทือนขวัญ กรณีนักศึกษาผิวขาวถูกชายชาวซิกข์แทงเสียชีวิต เมื่อเดือน ธ.ค.2025
ศาลอังกฤษพิพากษาลงโทษจำคุก วิกครุม ดิกวา ชายชาวซิกข์วัย 23 ปี ตลอดชีวิต หลังพบว่าใช้มีดความยาว 21 เซนติเมตร แทง เฮนรี โนวัค นักศึกษาวัย 18 ปีจริง พร้อมทั้งโกหกตำรวจว่าถูกโนวัคก่อเหตุโจมตีจากประเด็นเรื่องเชื้อชาติ จนตำรวจเข้าจับกุมโนวัคโดยไม่สนใจคำร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่าพกมีดดังกล่าวไว้ตามความเชื่อทางศาสนา
หากดูสัดส่วนประชากรชาวต่างชาติ หรือประชากรที่เกิดในต่างประเทศ แต่อยู่ในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2024 มีมากกว่า 1 ใน 5 เช่นเดียวกับเยอรมนีที่มีสัดส่วนนี้ใกล้เคียงกัน แต่ยังถือว่าไม่มากที่สุด เพราะข้อมูลจากปีเดียวกันพบว่า สัดส่วนประชากรที่เกิดในต่างประเทศ ของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่เหลือยังสูงกว่ามาก
ลักเซมเบิร์กมีสัดส่วนประชากรชาวต่างชาติเกินครึ่งของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีประมาณกว่า 1 ใน 3 ส่วนออสเตรีย ไอซ์แลนด์ สวีเดน มีประชากรชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศประมาณ 1 ใน 5 เช่นกัน
สำหรับประเด็นเรื่องผู้อพยพหรือชาวต่างชาติ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ ถือเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานานในสหราชอาณาจักร ซึ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านและลุกฮือเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง
อ่านข่าว
อิหร่านถล่มฐานทัพสหรัฐฯใน 3 ประเทศ ลั่นพร้อมเปลี่ยนภูมิภาคเป็นนรก
คองโกพบ "อีโบลา" ระบาดพื้นที่ใหม่ ยอดติดเชื้อสะสม 635 คน
ตำรวจเมียนมาคุมตัวหญิงไทย หลังพบ จนท.สถานทูตสหรัฐฯ เสียชีวิตในย่างกุ้ง










