ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

การเมือง
12:05
จำนวนผู้ชม 231
Thai PBS
ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ค่ายส้ม "พรรคประชาชน" เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ทั้งแบบเลือก สสร. โดยอ้อมและรัฐสภาเลือกยกชุด หลังจากที่ "ค่ายน้ำเงิน" พรรคภูมิใจไทย เสนอให้มี สสร.จำนวน 100 คน จากการคัดเลือกระดับจังหวัดรวม 77 คน (จังหวัดละ 1 คน) และ สสร. ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ 23 คน แต่ประเด็นนี้มีคำถามสำคัญว่า สสร. ระดับจังหวัดทั้ง 77 คนมีที่มาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชน มองว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส

นี่คือ "รัฐธรรมนูญสองสี" จาก 2 พรรค 2 ขั้วการเมือง ที่เปิดเผยหลักการสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน 21.6 ล้านเสียง ที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา….ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางนี้จะปลายทางจะไปต่ออย่างไร

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องเดินตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แปลว่าโยงอยู่กับเสียงข้างมากในรัฐสภา หากมองในขณะนี้พรรคภูมิใจไทยถือครองเสียงข้างมากในรัฐสภา แต่ในวุฒิสภายังไม่แน่นอน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

"พอวัดกันด้วยเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขเสียงข้างน้อยแบบไหน ก็ดูเหมือนว่าใครที่คุม 2 สภานี้ได้เปรียบ เช่น ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 700 สภาผู้แทนบวกกับวุฒิสภา ที่คุยกันรู้เรื่อง ดังนั้นไม่ยากที่จะทำให้ฝั่งพรรคภูมิใจไทยจะมีเสียงสนับสนุน 350 เช่น ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 67 คน จากทั้งหมด 200 คน ต้องดูว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ใครจะโน้มน้าวฝั่ง สว. 1 ใน 3 ได้มากกว่ากัน ซึ่งก็ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทยจะได้มากกว่า" ดร.สติธร กล่าว

หากถามว่า ยังพอมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะยังสามารถสกัดร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยได้บ้าง… นั่นก็คือการต้องมีเสียงจาก ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (100 คน จาก 500 คน), สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา (140 คน จาก 700 คน) ซึ่งพรรคประชาชนต้องพยายามหาแนวร่วมจากฝ่ายค้านเพื่อไม่ให้ไปเห็นชอบสนับสนุนถึง 1 ใน 5 ร่างรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้นพรรคประชาชน จะต้องดึงให้พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคกล้าธรรม เห็นตรงกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน หรือหากไม่เห็นด้วยก็อย่าไปเห็นตรงกับฝ่ายรัฐบาล และอันนี้คือเงื่อนไขเดียวที่พรรคประชาชนจะพอสู้ไหว

แนะปชน.เสนอร่างคู่เทียบ-สู้ด้วยหลักการ

ดร.สติธร มองว่า พลังภายนอกมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ดูได้จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตอนแรกจะเสนอร่างเดิม แต่เมื่อเจอกระแสต้านจากสังคมภายนอก จึงกลับลำไม่นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างสภาฯ ไปพิจารณาต่อ โดยยกหน้าที่ให้สภาฯ จัดทำร่างฉบับใหม่แทน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

สิ่งสำคัญพรรคประชาชนจะต้องเสนอร่างคู่เทียบ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชน 21 ล้านเสียง โดยต้องมีหลักการให้ชัดเจน รูปแบบวิธีการ ที่ทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้เสนอเข้าไป ต้องยอมรับว่าปัจจุบันวาทกรรมที่ยังขายได้ "ปากท้องต้องมาก่อน รัฐธรรมนูญเอาไว้ทีหลัง"

นี่คือประตูบานแรกที่พรรคประชาชนจะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร นอกเหนือจากการทำประชามติ 21 ล้านเสียงเห็นด้วย เสียเงินไปแล้ว 9,000 ล้าน มีความจำเป็นอะไร

"เมื่อประชาชนเห็นความจำเป็นของร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้เห็นความสำคัญไปถึงการหาคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การได้มาซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างไรที่จะ ต้องได้ มีคุณสมบัติแบบไหน ดังนั้นเขาอาจจะมองร่างของภูมิใจไทย ตอบโจทย์ไม่ดีพอ เขาก็จะมองหาร่างอื่นแทน"

สู้ภูมิใจไทย "เสนอสิ่งใหม่-ทำให้เป็นเรื่องง่าย"

พรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้มี สสร. 100 คน เพื่อเปิดทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย 77 คน มาจากรัฐสภาเลือกจังหวัดละ 1 คน (77 จังหวัด) ส่วนอีก 23 คน เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ (สาขากฎหมายมหาชน 7 คน /สาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน /ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร หรือการ่างรัฐธรรมนูญ 8 คน)

ขณะที่พรรคประชาชน มองว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมโดยตรง เนื่องจากคนไปกาเลือก สส. เขาไม่ได้รู้ว่า สส. ที่ถูกเลือกเข้าไปจะไปทำหน้าที่แก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงมองว่า จะต้องมีกรรมาธิการร่าง 35 คน กับที่ปรึกษา 100 คน และให้ประชาชนเข้าคูหาไปกาเลือก

ดร.สติธร มองว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอข้อเด่น คือโมเดลไม่ซับซ้อน และเคยใช้แล้วในการทำรัฐธรรมนูญ 2540 แต่จะต้องแก้ไขอย่างไรในขั้นตอนเลือก สสร. แต่ละจังหวัดทำอย่างไรให้คนเห็นถึงความโปร่งใส

ขณะที่พรรคประชาชน เสนอสิ่งใหม่ที่ต้องอธิบายกับสังคมมากกว่า จึงยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้สังคมเข้าใจได้ยาก ดังนั้นจึงต้องทบทวนขั้นตอนเหล่านี้ให้มีความเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น จึงจะสามารถสู้กับพรรคภูมิใจไทยได้

"ประชามติอีก 2 ครั้ง" เตือนยิ่งเร็ว-ยิ่งช้า ระวังสะดุด

การทำประชามติเหลืออีก 2 ครั้ง หากถามว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะสะดุดไม่ผ่าน…ดร.สติธร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการหลังจากนี้ สมมติมี 3 ร่าง ไม่ว่าจะผ่านเข้าไป 1, 2 หรือ 3 ในชั้นการทำงานระดับกรรมาธิการก่อนไปสู่วาระ 2 เพื่อพิจารณารายมาตรา กระบวนการตรงนี้จะเปิดรับการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

ครั้งที่แล้วที่ (8 ก.พ.69) ตกม้าตาย เพราะทะเลาะกันเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการชั้นกรรมาธิการ ก็ทำกันเองในแค่หมู่พรรคการเมือง ไม่ได้สนเสียงประชาชนสักเท่าไหร่ พยายามทำกระบวนการให้เร็ว แต่ยิ่งเร็วกลายเป็นยิ่งช้าสุดท้ายสะดุดไปต่อไม่ได้ เริ่มนับ 1 ใหม่

สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่า “แก้วิธีการแก้” เพราะเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่จะไม่ผ่านตั้งแต่ขั้น ตอนแก้วิธีการ นั่นก็เพราะประชาชนไม่เข้าใจวิธีการที่นักการเมืองคิด และไม่มีการอธิบายให้เข้าใจในบริบท อาศัยแค่เพียง 60 วันก่อนการทำประชามติ จาก กกต. โดยพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดกฎหมายพรรคการเมือง

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ดังนั้นโอกาสสำคัญชั้นกรรมาธิการ ต้องเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนได้เข้าใจ หลักการเบื้องหลังทำไมต้องมีตัวแทนจังหวัด สมมติเอาร่างภูมิใจไทยเข้าทำไมต้องไปสมัครกันเอง ฮั้วกันได้ไหม ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ หรือมีวิธีการอื่นที่จะได้ตัวแทนแต่ละจังหวัดมา เพื่อให้รัฐสภาเป็นคนเลือกต่อในขั้นสุดท้ายได้ไหม

"กระบวนการต้องเริ่มให้ถูกต้อง ไม่ใช่รอสำเร็จรูปแล้วมาทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วค่อยมาอธิบายประชาชน ประชาชนฟังไม่รู้เรื่องก็จะเกิดการโหวตคว่ำ"

หากถามความเป็นไปได้ในขั้นสุดท้ายที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ พรรคภูมิใจไทย จะพูดคุยสื่อสาร ประนีประนอมกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพื่อเดินหน้าต่อไป ดร.สติธร เชื่อว่า ด้วยสไตล์การเมืองพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ตอบสนองต่อเสียงประชาชน ดังนั้นหากภายนอกกดดันมาก ๆ ก็อาจ จะมีการปรับเปลี่ยนได้

อ่านข่าว

เปิดขั้นตอนการรับสมัคร-จับหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.

เปิด 5 นโยบาย ชิงผู้ว่าฯ กทม. "อนุชา" ชูยกระดับสู่มหานครที่สมบูรณ์แบบ

"ชัชชาติ" ปั่นจักรยาน ถึง กทม.2 ดินแดง สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2