สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

การเมือง
17:12
จำนวนผู้ชม 1,093
Thai PBS
สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน
ผู้ช่วย AI

การฟ้องปิดปาก (SLAPP) กลายเป็นเครืองมือสำคัญของกลุ่มผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือ นักธุรกิจ เพื่อข่มขู่ให้ประชาชน นักกิจกรรม และสื่อมวลชนหยุดวิพากษ์ ในประเด็นสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การทุจริต เป้าหมายหลักไม่ใช่การชนะคดี แต่เป็น “กลยุทธ์” ต้องการให้"ยอมจำนน" เพราะต้องเสียทั้งเงินและเวลาขึ้นศาล จนทำให้ต้องยอมแพ้ไปเอง

ประเทศไทยมีคดี SLAPP สูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ของเอเชีย-แปซิฟิก โดยกลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เกษตรอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และพลังงาน เป็นผู้ฟ้องหลัก โดยมักใช้ข้อหา "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์" และ โทษอาญาคดี "หมิ่นประมาท" เนื่องจากโทษจำคุกสร้างความหวาดกลัวได้มากกว่าคดีแพ่ง แม้สุดท้ายศาลมักจะยกฟ้อง แต่จำเลยในฐานะผู้ถูกฟ้องปิดปากต้องแบกรับภาระจนกว่ากระบวนการจะสิ้นสุด

วันนี้ (25 พ.ค.2569) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรอง การใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต และป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทาง ให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรม จะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดี ที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการ หรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล

นอกจากนี้ คำแนะนำยังกำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดี โดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนา หรือสถานที่ทำงานของจำเลย โดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกัน เพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมาย หรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้งศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดี หรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบ

และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น

โดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

สกัดคดีฟ้องปิดปาก "ศาลฎีกา" แนะ "ยุติธรรม" ต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญ กับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น หรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม

การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรม ในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า การใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น

ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรม จะนำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป

อ่านข่าว

WHO เผยยอดผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ “อีโบลา” ใน “ดีอาร์ คองโก” ทะลุ 900 คน

ผบ.ทบ. ห่วง "อีโบลา" ระบาด สั่งเตรียมอุปกรณ์ช่วยกำลังพลไทยในเซาท์ซูดาน

พรุ่งนี้ จับตา​ เลขาฯ ครม.ส่งคำชี้แจง "ศร." ปมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน