เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างอนุบัญญัติ 2 ฉบับ ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อปรับปรุงประเภทธุรกิจที่คนต่างด้าว สามารถประกอบได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ในธุรกิจที่คนไทยมีความพร้อมแข่งขันแล้ว และมีกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างด้าว สาระสำคัญ คือ การเปิดให้การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในศูนย์ซื้อขายสัญญาล่วงหน้าที่มีการส่งมอบในครั้งที่กำหนด สามารถดำเนินการได้ รวมถึงยกเว้นธุรกิจบริการ 8 ประเภท ได้แก่
1.ธุรกิจโทรคมนาคมแบบไม่มีโครงข่ายของตัวเอง 2.ธุรกิจบริหารการเงิน 3.ธุรกิจการบริหารภายในเครือข่าย 4.ธุรกิจการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ 5.ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม 6.ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์ เป็นประกันภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ และการซื้อขายล่วงหน้า 7.ธุรกิจเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ 8.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน ลดความซ้ำซ้อนในการกำกับดูแล และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมกำชับให้ติดตามผลกระทบ และคุ้มครองผู้ประกอบการในไทยควบคู่กัน ถือเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของไทย
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ต่อมาเมื่อวันนี้ (13 พ.ค.) เวลา 10.50 น. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า รัฐบาลเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสาระสำคัญของร่างอนุบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว มิใช่การเปิดเสรีให้คนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่เป็นการปรับปรุงประเภทธุรกิจบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงหรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการอนุญาต อำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด เช่น
- ธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช.
- ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเคร่งครัด
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลยกเลิกการกำกับดูแล หรือเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้อย่างเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย โดยในกรณี "ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์" กระทรวงพาณิชย์ได้ตัดออกจากร่างกฎกระทรวงแล้ว ภายหลังมีข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการดูแลศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ลดภาระขั้นตอนการขออนุญาตที่ไม่จำเป็น
2. เพิ่มการแข่งขันที่เป็นธรรมและโปร่งใส
3. ดึงดูดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้าสู่ประเทศไทย
4. สนับสนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานบริการและศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค
5. สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ การลงทุน และการจ้างงานในภาพรวม
รัฐบาลยืนยันว่า ทุกมาตรการด้านเศรษฐกิจจะต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ผู้ประกอบการไทย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ไม่ใช่การปล่อยเสรีโดยไร้การควบคุมตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน
อ่านข่าว :
ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง หลายตำแหน่ง
ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง "อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง" นั่งผู้ว่าการการรถไฟฯ
ครม.เห็นชอบ สหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่
