“บิ๊กเต่า” มองคดี ฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง พฤติกรรม “เซียนพระ” ส่อเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

อาชญากรรม
12:27
จำนวนผู้ชม 640
“บิ๊กเต่า” มองคดี ฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง พฤติกรรม “เซียนพระ” ส่อเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”
Botnoi Voice
“จรูญเกียรติ” ชี้พฤติกรรม คดีเซียนพระฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง ชี้ทำซ้ำหลายครั้ง มองส่อ “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” ความผิดอาญาเข้าข่ายผิดกฎหมายฟอกเงิน

วันนี้ (7 พ.ค.2569) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ให้สัมภาษณ์ในช่วงจับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส ถึงกรณี น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง" นักธุรกิจ เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม คดีที่ถูกกลุ่มเซียนพระเครื่อง ฉ้อโกง โดยมีนายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดังเป็นผู้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย

น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง" นักธุรกิจ

น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง" นักธุรกิจ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน โดยเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ โดยตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานมาประมาณ 1 ปี โดย กรณี “โทน บางแค” เป็น 1 ใน 9 เรื่อง เพราะกรณีนี้มีบุคคล 9 คนที่เกี่ยวข้องโดยอยู่ระหว่างดำเนินการ และแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมากและคาดว่าจะชัดเจนในระยะเวลาไม่นานนี้

กรณีการทวงหนี้ หรือ อะไรให้ไปว่ากันเอง แต่คดีอาญา และการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำซ้ำไป-มา จะเป็นปกติธุระหรือเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ พนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังอธิบายเพิ่มเต้มว่า ข้อมูลของคดีเป็นไปตามที่ น.ส.ดรณ์ ผู้เสียหายกล่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งตำรวจได้นำคำพูดและข้อมูลเป็นตัวตั้งของคดี เชื่อว่า วงการพระเครื่องมีคนที่ทำมากินหรือศรัทธาในเรื่องพระที่อยู่ในกรอบคุณธรรม มีศีลธรรมและไม่คดโกงใครก็มีมาก แต่ก็เชื่อว่า มีคนที่เป็นเหลือบเป็นไร ก็ต้องระมัดระวัง ใครที่ซื้อขายกับคนกลุ่มนี้ราว 8-9 คน ก็ต้องระมัดระวัง เพราะการเอาพระไปก็เป็นคดีอาญาพระไปตกอยู่กับใคร ตำรวจก็ต้องสอบยึดพระ ยึดของกลางกลับมา

ตัวละครทั้งหมด9 ตัว น่าจะจบไป 1 ตัวละคร เหลืออีก 8 ตัวละคร เราจะทำทุกตัวละครเหมือนกัน ให้ความเป็นธรรมทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมที่เล่ามาเป็นเพียง 1 แผนธุรกรรมเท่านั้น เช่น กรณีการขายพระเครื่องเป็นเงิน 50 ล้านบาท มีการซื้อไปในราคา 60 ล้านบาท โดยจ่ายเช็คและเอาไปจำนำ และไถ่มาและมีคนมาซื้อต่อ ซึ่งเป็นเพียง 1 กรณี

“บิ๊กเต่า” มองคดี ฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง พฤติกรรม “เซียนพระ” ส่อเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

“บิ๊กเต่า” มองคดี ฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง พฤติกรรม “เซียนพระ” ส่อเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

ทั้งนี้ กรณีนายโทนทอง ยังมีกรณีที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเช่น กรณีการผลิตกล้องส่องพระ หรือ เรื่องของพระเครื่อง สินค้าแบรนด์เนม ด้วย ซึ่งนายโทนทอง น่าจะมีความรู้ในหลายวงการทั้งรถ สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับเพชร เป็นต้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวว่า ครั้งหนึ่ง นายโทนทอง ได้เชิญผู้เสียหายไปพูดคุย พร้อมกับมีการดื่มเหล้า ซึ่งผู้เสียหายมองว่านายโทนทองเป็นน้อง และการไปครั้งนั้นผู้เสียหายมีพระเครื่อง สร้อย แหวนเพชร ราคาหลายสิบล้าน กระเป๋าแบนด์เนม นาฬิกาหรู ใส่ติดตัวไปด้วย รวมราคาหลายสิบล้าน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ป่านแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.)

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ป่านแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.)

เมื่อไปถึงนายโทนทองก็บอกว่า ชอบทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสวมใส่และนำไป จากนั้นได้นำทรัพย์สินของผู้เสียหายหมดทั้งหมดใส่ถุงและนำทรัพย์สินของผู้เสียหายกลับบ้าน และจ่ายผู้เสียหายเป็นเช็ค โดยของทั้งหมดที่ซื้อไปเป็นการให้สัญญาว่า ขายได้ก็จะนำเงินมาให้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2568 ของทั้งหมดนี้ยังไม่มีการขาย สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นการหลอกลวงต้มตุ๋น ฉะนั้นคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมาย

รอง ผบช.ก.ยังกล่าวว่า เซียนพระจะมีเทคนิค สมมติซื้อพระมา 1 องค์ แล้วเช็คเด้งก็จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่การทำแบบนี้หลายครั้ง มีพฤติกรรมเดียวกัน เจตนาทุจริต ที่จะไปเอาทรัพย์สินของเขา โดยหากเคสเดียว พนักงานสอบสวนจะมองว่าเป็นคดีแพ่ง แต่หากสอบสวนและพบกระทำผิดต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าเจตนาไม่สุจริต และจะเป็นคดีอาญา และหากซ้ำหลายรอบจนเป็นปกติธุระ โดยตำรวจจะไปดูการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระทั้งหมด โดยผู้เสียหายเพียงน.ส.ดรณ์ คนเดียว ความเสียหายรวมราว 2,000 ล้านบาท

เซียนพระที่มีความผิด เรียกว่ามีเหลี่ยม จะบิดคดีอาญาให้เป็นคดีแพ่ง แต่ตำรวจรู้ว่ามันบิดไม่ได้เพราะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น เพราะมีเจตนาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นก็ไปสู้ในศาลฯเอาแล้วกัน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขณะที่คดีที่ถูกร้องนั้นไม่ได้กังวล เพราะดำเนินการตามพยานหลักฐาน

ย้อนรอยคดีฉ้อโกง

ทั้งนี้ วานนี้ (6 พ.ค.2569) น.ส.ดรณ์ พร้อมด้วยทนายความได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่าคดีที่ถูกกลุ่มเซียนพระเครื่องฉ้อโกงเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2565 จนกระทั่งปี 2568 ได้เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม

ส่วนการเริ่มรู้จักกับนายโทนทอง เริ่มจากช่วงที่ต้องการขายรถยนต์หรูคันหนึ่งมูลค่า 18 ล้านบาท และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง ที่อ้างว่า เป็นผู้มีความรู้เรื่องการประเมินราคารถหรูจึงได้ติดต่อซื้อขายรถและตกลงจะชำระเป็นเช็คเงินสดจำนวน 10 ใบ

โดยมีเงื่อนไขว่าจะได้รับเงินก้อนแรกหลังทำสัญญา 10 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวไม่สามารถขึ้นเงินได้ แต่ก็ไม่ได้เอะใจ ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา

กระทั่งนายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาทอ้างว่า จะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ จำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งก็เชื่ออีกแต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่า มีมูลค่าเพียง 60 ล้านบาท

ตลอดการทำการซื้อขายและเช่าพระนายโทนทองจะจ่ายเป็นเช็ค แต่ก็พบว่า เช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ความเสียหายทั้งหมดเฉพาะนายโทนทองรวมประมาณ 300 ล้านบาท จึงมีการเจรจาชำระหนี้

นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง

นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง

จนเป็นที่มาของการนัดคุยกัน โดยมี ป๋อง สุพรรณ เป็นผู้ประสานเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมีพล.ต.ต.จรูญเกียรติ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นคนกลางในการพูดคุย ซึ่งการเจรจาจบลง โดยนายโทนทองอ้างว่า ขอกลับไปรวบรวมทรัพย์สิน และขอนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 24 เม.ย.

"ป๋อง สุพรรณ" เซียนพระเครื่องชื่อดัง

"ป๋อง สุพรรณ" เซียนพระเครื่องชื่อดัง

น.ส.ดรณ์ ยืนยันการพูดคุยไม่มีการข่มขู่แต่ภายหลังพบว่า มีการไปแจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง และอัยการที่มาด้วยบอกว่าเป็นน้องสาวที่มาไม่มีความเกี่ยวข้องทางคดี

สำหรับคดีฉ้อโกงที่ผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามขณะนี้มีการออกหมายเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหา คดีฉ้อโกง คดี พ.ร.บ.เช็คฯ มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 2 คน และนายโทนทอง จะเป็นคนที่ 3 จากทั้งหมด

เปิดพฤติกรรม กลุ่มเซียนพระ "ฉ้อโกง"

ทั้งนี้ ตำรวจเปิดเผยพฤติกรรมของกลุ่มเซียนพระกลุ่มนี้ เริ่มจากการทำความรู้จักและตีสนิท ทำทีเป็นลูกค้ากระเป๋าแบรนด์เนมให้ราคาดี หรือ ร่วมธุรกิจซื้อ-ขาย ที่ดินเพื่อให้เกิดความเชื่อใจ จากนั้นเริ่มกระบวนการชักจูงใจผู้เสียหายให้เช่าพระเครื่อง โดยเซียนพระกลุ่มแรกนำพระเครื่องมาขายในราคาสูงราว 50 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายจ่ายด้วยเงินสด

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

ต่อมาเซียนพระอีกกลุ่มทำทีเข้าขอซื้อพระชุดเดิมต่อในราคาสูงกว่าเดิม ราว 60 -70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้เสียหายเชื่อว่า จะได้กำไรเมื่อมีการตกลงเรียบร้อย เซียนพระอีกกลุ่ม ขอจ่ายเป็นเช็คเงินสด ในช่วงแรกอาจจะขึ้นเงินได้จริง แต่ระยะหลังเป็นเช็คเด้งขึ้นเงินไม่ได้

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

เมื่อเช็คเด้ง ผู้เสียหายได้ติดต่อสอบถาม คำตอบที่ได้คือ พระติดจำนำ 20 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายกังวลว่า พระเครื่องจะหลุดจำนำจึงยอมจ่ายเงินไถ่พระเครื่องออกมาเก็บไว้เอง ซึ่งรูปแบบนี้ ถูกใช้ซ้ำ ๆ หลายครั้งจนมูลค่าความเสียหายสูงหลายร้อยล้านบาท

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

“จรูญเกียรติ” ชี้คดี พระเครื่อง 2 พันล้าน พฤติกรรมเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”

ภายหลังผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีฉ้อโกง และ ความผิด พ.ร.บ.เช็ค กับกลุ่มเซียนพระ ได้มีการพูดคุยและทำสัญญาชำระหนี้ รวมถึงทำสัญญารับสภาพหนี้ แต่ก็ยังปรากฏว่า มีทรัพย์สินหลายรายการ ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้เป็นหลักประกัน ราคาประเมินต่ำกว่าที่อ้างไว้มาก

อ่านข่าว

"บิ๊กเต่า" ลั่นทำตามหน้าที่ ปัดข่มขู่ "โทน บางแค" คดีพระเครื่อง 2 พันล้าน

"บิ๊กเต่า" เล็งฟ้องกลับ "โทน บางแค" แจ้งความถูกข่มขู่รับสัญญาหนี้