วันนี้ (4 พ.ค.2569) CNN วิเคราะห์ถึงการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 14-15 พ.ค. ณ กรุงปักกิ่ง ถูกจับตามองว่าเป็น "การประชุมสุดยอดที่มีเดิมพันสูงสุด" ในรอบทศวรรษ เนื่องจากเกิดขึ้นภายใต้บริบทของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
แม้ว่าเดิมทีการมาเยือนครั้งนี้จะถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากปมขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่ในปัจจุบัน แหล่งข่าวจากฝ่ายจีนกลับมองว่า ความล่าช้าและความยืดเยื้อของสงครามครั้งนี้ กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้สถานะทางการทูตของจีนแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญภาวะ "ติดหล่มสงคราม" ที่จบไม่ลง
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า หากสหรัฐฯ สามารถจัดการกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ ทรัมป์จะเดินทางมาเยือนจีนด้วยภาพลักษณ์ของผู้นำที่ทรงอำนาจ และมีอำนาจต่อรองที่ล้นเหลือ แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้แสดงแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับดึงดูดทรัพยากรและงบประมาณของสหรัฐฯ เข้าไปสู่ความขัดแย้งที่ยากจะแก้ไข ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะของทรัมป์ในเวทีเจรจาอ่อนแอลง เนื่องจากเขามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำเสนอชัยชนะทางเศรษฐกิจ เช่น การให้จีนสั่งซื้อสินค้าเกษตรมหาศาลหรือเครื่องบินโบอิง เพื่อกู้คะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
ในทางกลับกัน จีนได้แสดงให้โลกเห็นถึงความมั่นคงเชิงนโยบาย และ ความสามารถในการวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานได้ดีที่สุดในโลก จีนสวมบทบาทเป็น "ผู้ใหญ่ในห้อง" ที่เรียกร้องสันติภาพและเสนอความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่รับผิดชอบ ในขณะที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นผู้จุดฉนวนความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด
แหล่งข่าวระบุว่าจีนพร้อมจะใช้ "ไม้เด็ด" อย่างการเข้าถึงตลาดภายในประเทศขนาดมหึมาและความเป็นเจ้าตลาดในโซ่อุปทานแร่หายาก เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ยอมถอยในประเด็นสำคัญ เช่น การขอให้สหรัฐฯ แสดงท่าทีคัดค้านเอกราชของไต้หวัน แทนการใช้คำว่าไม่สนับสนุน รวมถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ฝ่ายนโยบายต่างประเทศของจีนพยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ทรัมป์โดยตรงในช่วงสงคราม เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีก่อนการพบปะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่าหากมีการตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านหลังจากที่ทรัมป์มาเยือนจีน อาจทำให้ดูเหมือนว่าจีนทอดทิ้งพันธมิตรอย่างอิหร่าน ความซับซ้อนนี้ทำให้จีนต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียดอ่อนระหว่างการเป็นตัวกลางในการเจรจาและการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในตะวันออกกลาง
บทสรุปของการประชุมสุดยอดที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำข้อตกลงทางการค้าทั่วไป แต่เป็นการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกในระยะยาว หากจีนสามารถใช้จังหวะที่สหรัฐฯ เพลี่ยงพล้ำนี้ในการบรรลุข้อตกลงที่เสถียรและเป็นธรรมได้ จะถือเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่า "จีนสามารถชนะได้โดยไม่ต้องรบ" ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังดิ้นรนเพื่อหาทางออกจากการสู้รบที่ไร้ผู้ชนะอย่างแท้จริง
อ่านข่าวอื่น :
เปิดปฏิบัติการ "Project Freedom" ทรัมป์กร้าวนำเรือฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ
"อ่าวเกือก" ติดอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ปี 2026
เยอรมนีย้ำสหรัฐฯ ยังเป็นพันธมิตรสำคัญ แม้ปมถอนทหารร้อนแรง
