เสียงนาฬิกาแห่งอำนาจกำลังนับถอยหลังสำหรับ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ สปอตไลต์ทางการเมืองทั่วโลกขณะนี้ ต่างจับจ้องไปที่เส้นตายสำคัญในวันที่ 1 พ.ค.2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ ปธน.สหรัฐฯ จะสามารถออกคำสั่งปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้ "กฎหมายอำนาจการทำสงคราม" หรือ War Powers Resolution ปี 1973
ที่กำหนดไว้ว่ามีเพียงรัฐสภาสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถประกาศสงครามได้ แต่โดยปกติแล้วรัฐสภาจะไม่ทำเช่นนั้น การประกาศสงครามครั้งล่าสุดของรัฐสภาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2485 ต่อประเทศบัลแกเรีย ฮังการี และโรมาเนีย ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้น แทนที่จะประกาศ "สงคราม" โดยตรง ปธน.สหรัฐฯ หลายคนในอดีต ได้ใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือแทน
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรบในสนาม แต่เป็นสงครามกฎหมายระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
ประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดสามารถส่งกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 60 วันเท่านั้น หากไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส หรือได้รับมติอนุมัติพิเศษ
ซึ่งทรัมป์ได้เริ่มแจ้งต่อสภาถึงปฏิบัติการนี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2569 นั่นหมายความว่า "เช็คเปล่า" ทางการทหารของเขากำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 1 พ.ค.2569 นั่นเอง
เบื้องหลังความพยายามดึงดันในสงครามครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์ไม่ได้เพียงต้องการสยบเตหะราน แต่เขากำลังเล่นเกมรุกในระดับภูมิศาสตร์การเมืองโลก ปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลบริเวณอ่าวโอมาน ถูกมองว่าเป็นเป้าหมายหลักกลยุทธ์ "Starve China" หรือการตัดท่อน้ำเลี้ยงพลังงานของจีน เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์เหนือคู่แข่งมหาอำนาจอีกเบอร์ของโลก นอกจากนี้ การควบคุมจุดคอขวดทางทะเลยังเป็นการประกาศศักดาความมั่นคงของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ไม่สามารถหาหลักฐานรองรับทางกฎหมายได้หลังวันที่ 1 พ.ค. การปิดล้อมทางทะเลนี้จะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายทันที ซึ่งจะส่งผลให้พันธมิตรนานาชาติเริ่มกังขาในอำนาจของสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่การท้าทายทางทหารจากฝ่ายอิหร่านที่พร้อมจะประกาศชัยชนะหากสหรัฐฯ จำต้องถอนกำลังออกไปโดยไร้เงื่อนไข
3 ฉากทัศน์ที่ทรัมป์ต้องเลือก
จากรายงานวิเคราะห์ระบุว่า ทรัมป์เหลือทางออกเพียง 3 ทาง ซึ่งแต่ละทางล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
1. The DEAL : ข้อตกลงสันติภาพ
นี่คือทางออกที่สร้างผลกระทบเชิงบวกมากที่สุด หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถตกลงเงื่อนไขระยะยาวร่วมกันได้ เช่น การยุติการโจมตีทางอากาศ การยกเลิกการปิดล้อม และการรับประกันเสถียรภาพในภูมิภาค
อิหร่านได้เสนอเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ยุติการโจมตีและยกเลิกมาตรการปิดล้อม เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการลดระดับความตึงเครียด หากเกิดขึ้นจริง ทรัมป์สามารถประกาศชัยชนะทางการทูต ถอนกำลังกลับประเทศ และตอกย้ำคำมั่นว่าเขาจะไม่ลากสหรัฐฯ เข้าสู่ "สงครามยืดเยื้อ" แบบที่เคยเกิดในอิรักหรืออัฟกานิสถาน
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ในฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังมีเงื่อนไขที่ยากจะประนีประนอม โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์และอิทธิพลในภูมิภาค และทรัมป์เองก้ได้ปฎิเสธข้อเสนอที่อิหร่านยื่นให้ผ่านปากีสถานในทันทีด้วย
2.The AUMF : การขยายเวลาปฏิบัติการอีก 30 วัน
AUMF หรือ Authorization for Use of Military Force เป็นกลไกที่ประธานาธิบดีสามารถใช้เพื่อขอความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารโดยไม่ต้องประกาศสงครามเต็มรูปแบบไปอีก 30 วัน หาก "ผ่าน" จะเปิดทางให้สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลรอบช่องแคบฮอร์มุซ เดินหน้าปฏิบัติการทางทะเล และอาจขยายสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดินได้ต่อไปอีก
มารยัม จัมชิดี รองศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายโคโลราโด กล่าวว่า หากต้องการขยายระยะเวลา 60 วันออกไปอีก 30 วัน ประธานาธิบดีต้องรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาว่า การใช้กำลังทหารอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจาก "ความจำเป็นทางทหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" และ หากพ้นช่วงเวลา 90 วันไปแล้ว ประธานาธิบดีต้องยุติการประจำการของกองกำลังติดอาวุธสหรัฐฯ หากสภาคองเกรสไม่ได้ประกาศสงครามหรืออนุมัติให้ดำเนินการทางทหารต่อไป
ในเชิงตัวเลข พรรครีพับลิกันยังมีเสียงมากพอจะผลักดัน AUMF ผ่านสภาได้ แต่ในทางการเมือง สมาชิกบางส่วนเริ่มลังเล เพราะการลงมติสนับสนุนสงครามหมายถึงการแบกรับต้นทุนร่วมกับรัฐบาล โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม สมาชิกสภาหลายคนไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนสงครามที่อาจยืดเยื้อและสร้างภาระงบประมาณมหาศาล
3. The Limbo : ภาวะชะงักงันทางกฎหมาย
นี่คือฉากทัศน์ที่หลายฝ่ายมองว่ามีโอกาสสูงที่สุด หากเส้นตายมาถึงโดยไม่มีข้อตกลงและไม่มีมติจากสภา ทรัมป์อาจเลือกเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป โดยยกเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบรรทัดฐาน หนังสือพิมพ์ The New York Time ระบุว่าในสมัยของ อดีต ปธน.บารัก โอบามา ปี 2554 กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในลิเบียภายใต้กรอบมติของสหประชาชาติ เป้าหมายคือปกป้องพลเรือนจากรัฐบาลมูอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปฏิบัติการยืดเกิน 60 วัน ฝ่ายการเมืองในสหรัฐฯ ตั้งคำถามว่ารัฐบาลต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสหรือไม่
ทำเนียบขาวในขณะนั้นตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ ทำไม่เข้าข่ายการสู้รบตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ด้วยเหตุผลหลักมี 3 ข้อ
- ไม่มีทหารภาคพื้นดิน สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังขนาดใหญ่เข้าไปยึดพื้นที่หรือทำสงครามภาคพื้นดินแบบอิรักหรืออัฟกานิสถาน
- ความเสี่ยงต่อทหารสหรัฐฯ ต่ำ ปฏิบัติการส่วนใหญ่เป็นการโจมตีจากระยะไกล เช่น เครื่องบินรบ โดรน และขีปนาวุธ ทำให้โอกาสปะทะโดยตรงน้อย
- บทบาทจำกัดและไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลโอบามาระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นฝ่ายนำหลักตลอดเวลา และไม่ได้มีการรบต่อเนื่องแบบเต็มรูปแบบ
ดังนั้น ฝ่ายบริหารจึงสรุปว่า แม้จะมีการใช้กำลังทหาร แต่ไม่ใช่ "สงคราม" ในความหมายที่ต้องถูกจำกัดด้วยกฎ 60 วัน การตีความทางกฎหมายชในกรณีลิเบีย ถูกมองว่าทำเนียบขาวเข้าสู่ "พื้นที่สีเทา" ทางกฎหมาย
หากทรัมป์ใช้ตรรกะเดียวกันกับกรณีอิหร่าน โดยอ้างว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ เป็นเพียงการโจมตีทางอากาศ การปิดล้อมทางทะเล หรือการสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ โดยไม่มีการยกพลขึ้นบกหรือรบภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ก็ไม่ถือเป็น "สงคราม" ตามนิยามที่ควรถูกควบคุมโดยกฎหมายนี้
นี่คือจุดที่ฝ่ายค้านมองว่า หากคองเกรสตีความแบบนี้ได้ ประธานาธิบดีก็แทบจะสามารถทำสงครามทางอากาศหรือทางทะเลได้ยาวนาน โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติเลย ผลที่ตามมาคือ อำนาจในการตัดสินใจเรื่องสงครามจะค่อย ๆ ย้ายจากฝ่ายนิติบัญญัติไปอยู่ที่ประธานาธิบดีมากขึ้น ซึ่งขัดกับหลักถ่วงดุลที่รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ วางไว้
แต่ทรัมป์ก็เสี่ยงจะเจอ การฟ้องร้อง การตรวจสอบจากรัฐสภา และแรงกดดันจากสื่อ รวมถึงการสร้างความไม่แน่นอนต่อพันธมิตรและตลาดโลก
3 ทางเลือก "ทรัมป์" ก่อนเส้นตาย 1 พ.ค. ชี้ชะตาศึกตะวันออกกลาง
แรงกดดันจากค่าครองชีพและศึกกลางเทอม
แต่ปัจจัยที่บีบคั้น "ทรัมป์" มากที่สุดไม่ใช่เพียงกฎหมาย แต่คือ "กระเป๋าเงิน" ของชาวอเมริกัน สงครามอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ค่าครองชีพของชาวอเมริกันดีดตัวสูงตาม แม้แต่กลุ่มคนที่สนับสนุนทรัมป์ก็เริ่มมีเสียงบ่นถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสงคราม
หากการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย.2569 ผลออกมาว่ารีพับลิกันสูญเสียอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทรัมป์จะกลายเป็น "เป้านิ่ง" ให้กับการตรวจสอบและอาจนำไปสู่การถอดถอนในอนาคต ดังนั้น ปฏิบัติการในอิหร่านครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันที่สูงที่สุดในชีวิตการเมืองของเขา
หากเขาสามารถปิดเกมได้พร้อม "รางวัล" อย่างน้ำมันหรือนิวเคลียร์ของอิหร่าน เขาจะกลายเป็นวีรบุรุษ แต่ถ้าเขาล้มเหลวและทำเศรษฐกิจพัง สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับอาณาจักรทรัมป์
ด้วยเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่วัน ทรัมป์กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ "สงครามจะจบอย่างไร" แต่คือ "ทรัมป์จะยอมรับความพ่ายแพ้เป็นไหม ?" เพราะในสายตาของชายคนนี้ ผลลัพธ์เดียวที่เขายอมรับได้มีเพียงคำเดียวเท่านั้นคือ "ชนะ"
แหล่งที่มาข้อมูล : NDTV, TIME, DW
อ่านข่าวอื่น :
ดีอี-ขบ.สั่งเอาผิด "ไรเดอร์" ไม่จอดส่ง นร.หญิงต้องกระโดดรถหนี
"ทักษิณ" ผ่านเกณฑ์พักโทษ ต้องติดกำไล EM ปล่อยตัว 11 พ.ค.นี้
สหรัฐฯ เตรียมออกพาสปอร์ตที่ระลึกฉลอง 250 ปีชาติ พร้อมภาพ-ลายเซ็น "ทรัมป์"
