มติ กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ต่อปี เหตุ ศก.ชะลอลงจากสงคราม

เศรษฐกิจ
14:09
จำนวนผู้ชม 778
มติ กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ต่อปี เหตุ ศก.ชะลอลงจากสงคราม
กนง.มติเอกฉันท์ 6 : 0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปีเหตุเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ชี้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง

วันนี้ (29 เม.ย.2569) นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตร งผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม ในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลง และความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลาง สะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชน ถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปรับลดลงจากต้นทุน และข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก

นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลัง ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้า เมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2569 จากที่ติดลบร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ

สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น

ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง

สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป