เปิดสถิติโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวรับแจ้งกว่า 6,000 คดี เสียหายกว่า 300 ล้าน

อาชญากรรม
13:39
จำนวนผู้ชม 328
เปิดสถิติโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวรับแจ้งกว่า 6,000 คดี เสียหายกว่า 300 ล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยคดีสัปดาห์ล่าสุด (19 เม.ย.-25 เม.ย.69) รับแจ้งกว่า 6,500 คดี ความเสียหายรวมกว่า 373 ล้านบาท โดย "หลอกลวงด้านสินค้าและบริการ" ยังมากที่สุด

วันนี้ (27 เม.ย.2569) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.-25 เม.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,502 คดี มูลค่าความเสียหาย 373,663,908 บาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (วันที่ 12 เม.ย.-18 เม.ย.69) จำนวน 1,505 คดี และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 104,742,918 บาท

ทีมวิเคราะห์ระบุว่า ทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหาย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วทั้ง 2 แบบ คิดเป็นร้อยละ 30 สะท้อนแนวโน้มภัยออนไลน์ที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง

เมื่อแยกตามประเภทคดี พบว่า "การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ" ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบอาชญากรรมในช่วงนี้ยังคงเป็นแบบกระจายตัว ไม่ใช่การเกิดคดีใหญ่เพียงคดีใหญ่เพียงคดีเดียวแล้วมูลค่าพุ่งสูง ขณะที่ "การหลอกลวงด้านการจ้างงาน" เป็นอันดับ 2 โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายสูงในลำดับต้นๆ

อย่างไรก็ตาม ที่น่ากังวลที่สุดพบว่า "หลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน" แม้จำนวนคดีไม่มาก แต่สร้างความเสียหายสูง ถือว่าเป็นกลุ่มที่ "เหยื่อรายน้อยแต่เจ็บหนัก"

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน

ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ กลับพบ 2 กลุ่มอายุที่มักตกเป็นเหยื่อในสัดส่วนที่เท่ากัน คือกลุ่มอายุ 21-30 ปี และ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีอาชญากรรทางเทคโนโลยีลักษณะอื่นๆ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี

ช่วยเหยื่อพ้นวงจรหลอกโอน 4 เคส เสียหายหลักล้าน

ในรอบสัปดาห์ CSC ประสานงานกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 10 กรณี ผู้ต้องหาจำนวน 14 คน จำนวนนี้มีชาวไทย 10 คน ชาวต่างชาติ 4 คน (สัญชาติเมียนมา 3 คน และรัสเซีย 1 คน) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 2 ล้านบาท

ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 10 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 34 คน คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4.5 ล้านบาท

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

- เคสแรก เป็นหญิงวัย 60 ปี ถูกหลอกลงทุนผ่านกลุ่มไลน์ เสียหายสะสมกว่า 5 ล้านบาท และยังโอนเพิ่มอีก 5 แสนบาท จึงเร่งลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมอธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

- เคสที่ 2 เป็น ชายใน จ.เชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็นตำรวจ หลอกโอนและมอบเงินสด เสียหายรวมกว่า 2.2 ล้านบาท โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพบผู้เสียหายยังคงไม่ทราบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้อธิบายกลโกงของมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายทราบ ว่า คือตำรวจปลอม ให้หยุดโอนเงินทันที ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดี

- เคสที่ 3 เป็นหญิงอายุ 69 ปี หลังตรวจพบธุรกรรมการเงินผิดปกติจากการถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินมัดจำที่ดิน มูลค่าความเสียหายรวม 1.8 ล้านบาท และกำลังจะโอนเพิ่มอีกกว่า 6 ล้านบาท ไปยังบัญชีม้าในลักษณะหลอกลงทุน ก่อนถูกระงับได้ทัน

- เคสที่ 4 เป็นหญิงอายุ 55 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลอกลวง โดยเริ่มจากการประกาศขายนมผงผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินสั่งซื้อไปแล้ว กลับถูกคนร้ายใช้อุบายล่อลวงต่อว่าได้รับสิทธิพิเศษ แต่มีเงื่อนไขให้ช่วยโปรโมตส่งเสริมการขายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมหว่านล้อมให้เลือกแคมเปญลงทุนและโอนเงินเพิ่มเพื่อทำกิจกรรมตามขั้นตอน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวมทั้งสิ้นกว่า 1.5 ล้านบาท

เตือนภัยลงทุน ตรวจสอบก่อนโอนทุกครั้ง

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ย้ำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

  • ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
  • ระบุสถานะว่า "ได้รับอนุญาต" หรือ "ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ"
  • มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
  • มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
  • รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

  • ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน
  • หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
  • หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม

  • มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมาก

"ภูแลนคา" พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

เงินบาทซื้อขาย 32.00-32.70 กรุงศรีคาด 4 ธนาคารใหญ่คงดอกเบี้ย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ แม้ "ฮอร์มุซเปิด" ก็ไม่ได้แปลว่าโลกจะกลับมาเป็นปกติ