"เอกนัฏ" เผยมติ กบง.เคาะลดค่าโรงกลั่นเป็นลิตรละ 5 บาท มีผล 24 เม.ย.

การเมือง
10:17
จำนวนผู้ชม 3,446
"เอกนัฏ" เผยมติ กบง.เคาะลดค่าโรงกลั่นเป็นลิตรละ 5 บาท มีผล 24 เม.ย.
Botnoi Voice
'เอกนัฏ' รมว.พลังงาน ลั่น มติ กบง. ลดค่าการกลั่น 6 โรงกลั่น จาก 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ถึง 9 พ.ค. มีผล 24 เม.ย.นี้ และอีกรอบหลัง 9 พ.ค. จะลดเพิ่มอีก 3 บาท ชี้ดึงเงินส่วนต่างค่าการกลั่นได้ร่วมหมื่นล้านบาท

วันนี้ (23 เม.ย.2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิม 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2569 และหลังจากนั้นจะลดเพิ่มอีก 3 บาท ภายหลังวันที่ 9 พ.ค. 2569 โดยในวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) อีกครั้ง และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในวันนี้ ซึ่งจะมีผลในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.)

สำหรับเหตุผลที่สามารถลดราคาค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 5 บาทได้ จากหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เนื่องจากข้อมูลการคำนวณในช่วงต้นเดือน เม.ย. พบว่าค่าการกลั่นปรับสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงได้อนุญาตให้นำต้นทุนที่สูงกว่าปกติในทุกด้าน อาทิ ค่าประกันและค่าขนส่ง มาพิจารณา ซึ่งทั้ง 6 โรงกลั่นจะต้องส่งตัวเลขจริงมายังกระทรวง และเมื่อพิจารณาแล้วจะกำหนดค่าการกลั่นที่เหมาะสม โดยส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินจะนำมาปรับลดราคา

“อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า การคำนวณค่าการกลั่น กระทรวงพิจารณาทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซล เมื่อนำมาคำนวณแล้วพบว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกิน โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. มีส่วนเกินกว่า 5,000 ล้านบาท จึงนำส่วนดังกล่าวมาลดราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาที่ปรับสูงในขณะนี้คือดีเซล ทำให้ปรับลดอยู่ที่ -5 บาทต่อลิตร โดยไม่นับรวมของเดิมที่เคย -2 บาท ขณะนี้คำนวณได้ว่าผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท และรอบนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งนำมาเป็นส่วนลดราคาที่หน้าโรงกลั่น”

สำหรับการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะส่งผลต่อราคาขายปลีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงราคาตั้งต้นที่หน้าโรงกลั่น ซึ่งอาจเกิดได้ 2 แนวทาง คือ 1. นำไปลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม และ 2. นำไปลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากปัจจุบันกองทุนติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท หากไม่เร่งชำระหนี้ อาจส่งผลให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นในอนาคต จึงต้องบริหารทั้ง 2 ส่วนควบคู่กัน

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ราคาที่สิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ปรับราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ดังนั้นกระทรวงจะนำเงินส่วนนี้มาบริหารเพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ในระดับเหมาะสม โดยในช่วงเย็นวันนี้จะมีการประชุม กบน. เพื่อพิจารณาราคาขายปลีกอีกครั้ง ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ประกอบด้วย

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน

นายเอกนัฏ ย้ำว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาทในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะลดราคาหน้าปั๊มทันที โดยในระยะต่อไปการปรับราคาจะไม่ขึ้นลงแบบกระชาก 5-6 บาทต่อลิตร หรือปรับลดครั้งละ 3-4 บาทเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นการทยอยปรับขึ้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องอิงราคาตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อขอกู้เงินวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยืนยันว่าจะไม่กู้เกินกรอบตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องกับวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาทที่มีการกล่าวถึง

“การกู้จะไม่สูงถึง 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะกระทบต่อสถานะกองทุน โดยจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อยืดหนี้ออกไป พร้อมบริหารให้กองทุนขาดทุนลดลง จากเดิมติดลบวันละ 2,600 ล้านบาท ให้เหลือขาดทุนหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณวันละ 100 ล้านบาท เพื่อให้สามารถทยอยชำระหนี้ได้ โดยไม่ต้องกู้เกินกรอบกฎหมาย” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ ย้ำว่า จะพยายามรักษาสถานะกองทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมทยอยปรับลดราคาลง โดยเฉพาะราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

นอกจากนี้ กระทรวงยังดูแลการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับภาคเกษตร รถบรรทุก และไรเดอร์ โดยเฉพาะน้ำมันที่มีส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น บี20 และบี7 ซึ่งได้รับการอุดหนุนมากกว่าน้ำมันทั่วไป

อ่านข่าว :

กบน.เพิ่มอุดหนุน "น้ำมันดีเซล" ลิตรละ 2.32 บาท B20 ที่ 8.97 บาท

คลังพร้อมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน คนละครึ่งลงทะเบียน พ.ค.- ยังไม่ขึ้น VAT

ไทยมีน้ำมันสำรอง 112 วัน กองทุนฯ ติดลบ 6.2 หมื่นล้าน