เด็กนักเรียนศูนย์การเรียนอาภาโดยองค์กรชุมชน ในตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยกันเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับนักเรียนรุ่นน้องเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และ การร่วมกันสร้างโรงเรียนในสถานที่ตั้งใหม่ในปีที่9 ของการเปิดศูนย์การเรียน
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
ศูนย์การเรียนอาภาใช้แนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ คือ การจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงไปกับพัฒนาการตามวัย ของเด็กๆ ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต และเน้นการทำงานระหว่างบ้านกับโรงเรียน แต่ในช่วงเริ่มต้นจัดตั้ง และ ดำเนินการก็พบปัญหาหน่วยงานภาครัฐ ขาดความเข้าใจในการจัดการศึกษาตามมาตรา12 ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542
บุณฑริก สุขาบูรณ์ ผจก.ศึกษา ศูนย์การเรียนอาภาโดยองค์กรชุมชน
บุณฑริก สุขาบูรณ์ ผู้จัดการศึกษา ศูนย์การเรียนอาภาโดยองค์กรชุมชน ยอมรับว่าข้อจำกัดสำคัญ คือ ความไม่เข้าใจของหน่วยงานราชการในการเริ่มต้นจัดตั้งศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน ซึ่งคู่มือและข้อกฎหมายระบุว่าสามารถทำได้ แต่ทางสำนักงานเขต หรือ หน่วยงานราชการส่วนอื่นๆ ไม่เข้าใจว่าองค์กรชุมชนคืออะไร และจะจัดตั้งได้อย่างไร ทำให้ต้องเสียเวลาในการทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่
และ หลังจากจัดตั้ง ก็พบข้อติดขัดในส่วนของข้อกำหนดที่ ระบุว่า ผู้เข้าเรียนจะต้องเป็น "ผู้ด้อยโอกาส" ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเด็กในศูนย์การเรียนแห่งนี้ไม่ได้เป็นเด็กด้อยโอกาสตามมาตรฐานที่กระทรวงกำหนดไว้ แต่ปัจจุบันปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยเปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่มีความประสงค์จะเรียน สามารถสมัครเรียนได้
ส่วนการส่งต่อผู้เรียนในระดับที่สูงขึ้นในระดับอุดมศึกษา พบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ยังไม่เข้าใจสถานะของศูนย์การเรียนอย่างชัดเจน มักเกิดคำถามว่าเป็นหลักสูตรแกนกลางเป็น กศน. หรือใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบไหน ทำให้ทุกครั้งที่ส่งเด็กไปเรียนต่อจะต้องไปสร้างความเข้าใจกันใหม่เกือบทั้งหมด
ปัญหาหลักคือเวลาจะทำเรื่องติดต่อประสานงานใดๆ มักไม่มีใครรู้จักว่า "ศูนย์การเรียน" คืออะไร และมักไม่เข้าใจว่าที่นี่ก็จัดการศึกษาเหมือนโรงเรียนทั่วไป รวมถึงมองว่าเด็กที่นี่ไม่เหมือนเด็กนักเรียนในระบบ
ศูนย์การเรียนมอวาคี ในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งศูนย์การเรียน ที่ใช้หลักสูตรวิถีวัฒนธรรมปกาเกอะญอ ผสมผสานหลักสูตรแกนกลาง และ หลักสูตรท้องถิ่น เน้นการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนปกาเกอะญอ เพื่อให้เด็กไม่ลืมรากเหง้า และ มีความรู้เท่าทันสังคม
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
แต่การเปิดเรียนมากว่า 30 ปี ศูนย์การเรียนแห่งนี้กลับไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนรายหัว เนื่องจากกฎกระทรวงระบุว่า ศูนย์การเรียนที่จัดโดยองค์กรชุมชนทั่วประเทศ "อาจได้รับ" สิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐ/ท้องถิ่น/เอกชน ขณะที่กฎกระทรวงฉบับอื่นๆ เช่น ศูนย์การเรียนของสถานประกอบการ ใช้คำว่า “ต้องจัดสรร” จึงทำให้ได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่แรก
ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการ ศูนย์การเรียนมอวาคี
ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการ ศูนย์การเรียนมอวาคี บอกว่าปัญหาหลักของศูนย์การเรียนมอวาคี คือ "งบประมาณ" ที่ยังขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ งบประมาณและทรัพยากรที่ใช้จึงมาจากการระดมทุนจากภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป
ชุมชนเองมีความพร้อมในการจัดการศึกษา แต่ข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็กนั้น ยังต้องการการเข้ามามีส่วนร่วม การจับมือร่วมมือกัน และการสนับสนุนที่ตรงจุดจากหน่วยงานรัฐรวมถึงภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆ
สาริณี เอื้อกิตติกุล ผู้จัดการศึกษา ศูนย์การเรียนพอดีพอดี
สาริณี เอื้อกิตติกุล ผู้จัดการศึกษา ศูนย์การเรียนพอดีพอดี บอกว่าแนวคิดพื้นฐานของการตั้งศูนย์การเรียน คือ มุ่งเน้นการมองมนุษย์ให้เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงฟันเฟืองของระบบทุนนิยมหรือระบบเศรษฐกิจการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีไว้เพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อพัฒนาตัวเอง ความสามารถ และสามารถใช้ชีวิตของตนเองได้ โดยมองผู้เรียนเป็นรายบุคคลว่ามีความสามารถและความสนใจด้านใดเป็นพิเศษ
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
ศูนย์การเรียนพอดีพอดี จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน เช่น เด็กพิเศษ เด็กพิการ เด็กที่มี IQ สูงกว่าปกติ หรือเด็กที่มีความสามารถเฉพาะตัว ที่ระบบการศึกษาปกติอาจไม่ตอบโจทย์ โดยศูนย์การเรียนพอดีพอดี เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อการศึกษาของเด็กอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
เราไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ ศูนย์การเรียนไม่ได้ทุนสนับสนุน ทุนทั้งหมดเกิดจากผู้ปกครองซัพพอร์ต แล้วทางครูก็ลงแรง ทุกคนทำเพื่อเพื่อต้องการสนับสนุนการเรียนของเด็กๆ เราเรียนแบบบูรณาการ ไม่ได้แยกเป็นวิชาๆ เด็กเองก็ได้ ความรู้จากตรงนั้น
อรพินทุ์ กุศลรุ่งรัตน์ ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียน โจ๊ะมาโลลือหล่า
อรพินทุ์ กุศลรุ่งรัตน์ ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียน โจ๊ะมาโลลือหล่าให้ความเห็นว่า ศูนย์การเรียนยังต้องเผชิญปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับงบอุดหนุนรายหัว เพราะในขณะที่"บ้านเรียน"ได้รับสิทธิ์นี้อยู่แล้ว และ "ศูนย์การเรียนรู้โดยสถานประกอบการ" ก็มีมติ ครม.รองรับชัดเจนว่ามีสิทธิ์ได้รับงบอุดหนุน แต่กลุ่มที่ถูกละเลย คือ ศูนย์การเรียนประเภทอื่น ๆ ยังไม่มีกฎระเบียบหรือประกาศใช้ออกมารองรับอย่างครอบคลุม ขณะที่ระบบ DMC หรือ ระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของศูนย์การเรียนรู้เข้ากับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิ์และมีตัวตนในระบบการศึกษาชาติก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
โดยปัจจุบันทราบว่าเรื่องนี้กำลังจะถูก "ปลดล็อก" เข้าสู่ขั้นตอนเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติและประกาศใช้ นอกจากนี้ ในส่วนของระบบ DMC ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เริ่มมีการประสานงานและจัดอบรมร่วมกันระหว่างศูนย์การเรียนรู้ กับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่เพื่อเรียนรู้ระบบการจัดการข้อมูลแล้ว
อย่างไรก็ตามระบบนี้ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานจริงอย่างเป็นทางการ โดยตามกำหนดการปกติจะต้องมีการกรอกข้อมูลให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี แต่คาดว่าในปีนี้ กระบวนการอาจจะมีความล่าช้ากว่ากำหนดไปบ้างเล็กน้อย สิ่งสำคัญ คือ ขอให้สื่อมวลชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะ 1–2 เดือนนี้ว่าเรื่องการปลดล็อกสิทธิ์ผู้เรียนจะถูกนำเข้าพิจารณาและประกาศใช้ได้ทันภายในภาคเรียนนี้หรือไม่ และ ตรวจสอบการใช้งานระบบ DMC จะถูกเปิดใช้งานสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ศ.ดร. นงเยาว์ เนาวรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิชาสังคมศาสตร์การศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิชาสังคมศาสตร์การศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนข้อจำกัดในการตั้งศูนย์การเรียน คือ กระบวนการขออนุญาตใช้ระยะเวลายาวนาน แม้ยื่นเรื่องขอตั้งแต่เดือนมกราคม และ ช่วงเดือนเมษายน มีคณะกรรมการจากเขตพื้นที่การศึกษาเข้ามาประเมินสถานที่แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าจะได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์การเรียนได้เมื่อไหร่
โดยข้อกังวลที่ทางเขตพื้นที่การศึกษาใช้ชี้แจงอย่างไม่เป็นทางการมีหลากหลายเหตุผล ทั้ง สถานะของผู้เรียนเป็น "เด็กข้ามชาติ" หรือ ผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทางเขตฯ จึงแสดงท่าทีไม่สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนเพื่อเด็กกลุ่มนี้ที่ไม่ใช่เด็กไทย รวมทั้ง อายุของผู้เรียนที่เกิน 18 ปี และ ทุกคนมีงานทำแล้ว จึงเห็นว่าควรให้เด็กกลุ่มนี้ไปเรียนกับสกร.หรือศูนย์การเรียนนอกระบบมากกว่า
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องการเรียกเก็บค่าเล่าเรียน เกรงว่าศูนย์ฯ นี้จะใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อเปิดโรงเรียนเอกชนแอบแฝงหรือไม่ ซึ่งได้ยืนยันไปแล้วว่าจะไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน และ เขตพื้นที่การศึกษาเองยอมรับว่า ไม่มีประสบการณ์ในการอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์การเรียน แม้ว่าตามอำนาจหน้าที่กฎหมายจะระบุให้ทำได้ ส่งผลให้ต้องขอเวลาส่งเรื่องไปปรึกษาและศึกษาเพิ่มเติมกับทาง สพฐ.ส่วนกลางก่อน จึงทำให้กระบวนการยิ่งล่าช้าออกไปอีก ทั้งที่ศูนย์การเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้แก่เด็กทุกกลุ่ม
หากยังไม่ได้รับคำตอบจากทางเขตพื้นที่การศึกษา จะทำหนังสือสอบถามอย่างเป็นทางการ และ ประสานงานให้กัลยาณมิตรที่มีความเชื่อมโยงกับทางเขตพื้นที่การศึกษา ช่วยเข้าไปพูดคุยเบื้องหลัง เพื่อสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงว่าเหตุใดทางเขตฯ จึงยังไม่อนุมัติให้เปิดศูนย์การเรียน
ผไท วงศ์อนุตรโรจน์ ศูนย์การเรียนเด็กเรียนรู้เอง
ผไท วงศ์อนุตรโรจน์ ศูนย์การเรียนเด็กเรียนรู้เอง มองว่า"ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12" ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม แต่คือ ทางออกของระบบการศึกษาไทยในอนาคตด้วย 3 ปัจจัย
1. ทลายข้อจำกัดเรื่อง "เวลาและสถานที่" มีความยืดหยุ่นสูง : ศูนย์การเรียนไม่ได้ยึดติดกับกรอบของห้องเรียนสี่เหลี่ยม หรือพื้นที่โรงเรียนแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ปรับตามบุคคล สามารถปรับหลักสูตรและเนื้อหาการเรียนรู้ให้เหมาะกับจริต บุคลิก และศักยภาพของเด็กแต่ละคนได้อย่างแท้จริง ซึ่งตอบโจทย์กว่าการบังคับให้ทุกคนเรียนเหมือนกันหมด
2. สอดรับกับเทรนด์โลก ห้องเรียนจะเล็กลง ยุคที่ต้องจับเด็ก 30–60 คนมานั่งอัดกันในห้องเดียวเพื่อฟังครูพูดกำลังจะหมดไป และ เทคโนโลยีพร้อมซัพพอร์ต ปัจจุบันเรามีทั้ง Google, AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยให้เด็กค้นคว้าเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทุกที่ทุกเวลา หน้าที่ของการศึกษาจึงเปลี่ยนจากการ "ป้อนความรู้" เป็นการ "สร้างพื้นที่เรียนรู้" แทน
3. ตอบโจทย์บริบทของชุมชนและพื้นที่ เรียนจากประเด็นจริง: การศึกษาจะยืดหยุ่นไปตามพื้นที่ ชุมชน หรือประเด็นที่เด็กและคนในท้องถิ่นกำลังสนใจจริง ๆ ทำให้สิ่งที่เรียนสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชนของเขาได้โดยตรง
ข้อมูลจากคณะทำงานการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามมาตรา 12 เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2568 พบว่า ประเทศไทย มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบศูนย์การเรียนโดยบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ และ สถานประกอบการ รวม 2,944 แห่ง มีผู้เรียนร่วมกว่า 1 หมื่น 7 พันคน
ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคมทลายกำแพงการศึกษาทางเลือก
เครือข่ายสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และตัวแทนภาคประชาสังคม จึงรวมตัวแสดงพลัง เพื่อผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาภาคสังคม พ.ศ...(ฉบับประชาชน) เพื่อให้ระบบการศึกษาของภาคสังคม ตามมาตรา 12 และ การศึกษาของสถาบันสังคมอื่นๆ ให้มีกลไก โครงสร้าง และ ระบบการส่งเสริมและสนับสนุนที่ชัดเจน เช่นเดียวกับการศึกษาโดยรัฐ เอกชน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ส.2542 และ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และ ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ










