เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

ภูมิภาค
15:10
จำนวนผู้ชม 7,530
เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด
เสียงจากคนรุ่นใหม่เมียนมาเมื่อ "เชียงใหม่" คือที่หมาย และ "การศึกษา" คือทางรอดสุดท้าย

เชียงใหม่กำลังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนชาวเมียนมาที่เดินทางมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาภายหลังการรัฐประหารปี 2564

นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลไทยปรับนโยบายจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" โดยมองนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้ เป็นโอกาสของประเทศ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาที่มีนักศึกษาต่างชาตินิยมเดินทางมาศึกษาต่อ โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศเมียนมา

ข้อมูลทางทะเบียนการศึกษาระบุว่า เยาวชนเมียนมาที่มีสถานภาพนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ปัจจุบัน มีจำนวน 696 คน ในจำนวนนี้ ศึกษาในคณะสังคมศาสตร์มากที่สุด 195 คน รองลงมาคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ 82 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 69 คน และ คณะวิทยาศาสตร์ 58 คน

ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

ข้อมูลทะเบียนการศึกษาสะท้อนว่า จำนวนนักศึกษาเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย หลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 จากเมื่อปี 2562 และ 2563 มีนักศึกษาเมียนมาปีละ 2 คน แต่ในปี 2564 เพิ่มเป็น 12 คน ปี 2565 จำนวน 80 คน ปี 2566 จำนวน 161 ปี 2567 จำนวน 190 และ ล่าสุดปี 2568 จำนวน 249 คน จนนักศึกษาชาวเมียนมามีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักศึกษาชาวจีน

ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

นี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเมียนมา คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่ม "ปัญญาชนรุ่นใหม่" ที่พยายามดิ้นรนหาทางรอดผ่านระบบการศึกษา โดยมี "เชียงใหม่" เป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและโอกาสในการสร้างอนาคตใหม่

ทำไมต้องเชียงใหม่?

เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา เล่าว่า วิกฤตการศึกษาในเมียนมาเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ระบบการศึกษาในเมียนมาพังทลาย ครูเก่งๆ เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนตกต่ำลงทุกปี

เยาวชนเมียนมาจึงมุ่งหน้ามาเรียนที่ประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ค่าครองชีพในเชียงใหม่ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า เมื่อเมียนมาเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ประกอบกับชื่อเสียงของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่โดดเด่นในระดับภูมิภาค

แต่การจะออกมาเรียนต่างประเทศในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เอ เล่าว่า เยาวชนในเมียนมาจำนวนมาก ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้ไม่มีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยต้องการ การเทียบวุฒิจึงเป็นอุปสรรคใหญ่

ภาวะเงินเฟ้อที่แย่ลงปีต่อปี ทำให้ความฝันที่จะเรียนต่อนอกประเทศริบหรี่ลงสำหรับหลายคน เงินที่ต้องใช้มีจำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจพม่าที่กำลังล่มสลาย

เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ระบบการศึกษาที่แตกต่างกันยังเป็นสิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกต โดยเขามองว่าการศึกษาในเมียนมาเน้น "การท่องจำแบบคำต่อคำ" ใครไม่ตอบตามตำราถือว่าผิด ซึ่งขาดการส่งเสริมด้านการคิดวิเคราะห์ ต่างจากระบบที่เขาได้สัมผัสในไทย

การเลือกตั้ง 2025 : "ละครฉากใหญ่" ที่ไร้ความหวัง

แม้จะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่เยาวชาวชนเมียนมาก็ติดตามสถานการณ์การเมืองในบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อถูหถามถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งในเมียนมาที่ผ่านมา คำตอบที่ได้รับคือ ความขมขื่น เอ เรียกมันว่า "การแสดงที่ถูกจัดฉาก" เพื่อหลีกเลี่ยงคดีอาชญากรรมสงครามของรัฐบาลทหาร ไร้ความโปร่งใส ต่างจากการเลือกตั้งปี 2020 ที่นานาชาติยอมรับ การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกแบ่งเป็น 3 เฟส และมีการบังคับให้ประชาชนเลือกพรรค USDP ของรัฐบาลทหาร

ทางข้างหน้า: ลี้ภัยการศึกษาและกฎหมายเกณฑ์ทหาร

ในมุมมองของ เอ ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่กลับประเทศมากที่สุดในตอนนี้คือ "กฎหมายการเกณฑ์ทหาร" ซึ่งเป็นฝันร้ายของเยาวชนพม่า

หากกฎหมายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก การย้ายประเทศเพื่อเรียนต่อจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมยังบอกอนาคตตัวเองไม่ได้ชัดเจนนัก ขอเรียนให้จบก่อน แต่อนาคตของคนพม่าในตอนนี้มันหดหู่มาก

สำหรับแผนในอนาคต เอ ตั้งใจจะ "อยู่ในไทยต่อ" โดยหวังว่าจะได้รับโอกาสในการฝึกงานหลังจากเรียนจบ เพราะไทยกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่มีเครือข่ายเพื่อนร่วมชาติที่เข้มแข็ง ทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และ ฝากความหวังไว้ที่ประชาคมอาเซียนและสังคมโลก ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสังหารหมู่ และการกดขี่ที่ประชาชนระดับรากหญ้าต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา เป็นอีกคนที่เลือกเดินทางมาศึกษาต่อในเชียงใหม่ เธอบอกว่าเหตุผลหลักที่เลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยที่เธอเห็นว่า "ดีกว่าอย่างชัดเจน" เมื่อเปรียบเทียบกับเมียนมา สิ่งที่เธอประทับใจในไทยคือการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นกีฬา นาฏศิลป์ หรือดนตรี ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบศักยภาพด้านอื่น มากกว่าแค่การนั่งเรียนวิชาการเพียงอย่างเดียว

การดิ้นรนเพื่อ "ตั๋วเรียนต่อ" และค่าครองชีพที่ต้องบริหาร

แต่เส้นทางการมาเรียนต่อของนักศึกษาเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องผ่านบททดสอบสากลอย่าง GED (การสอบเทียบวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา) เพื่อใช้เทียบวุฒิ และต้องเผชิญกับกำแพงค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างมาก

ความท้าทายใหญ่คือเรื่องเงิน ถ้าครอบครัวไม่มีทุนพอ เราต้องขวนขวายหาทางเลือกอื่น เช่น การขอทุนการศึกษา อย่างไรก็ตามการเลือกอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยช่วยให้เธอสามารถบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้มากขึ้น

บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

จากความแตกแยกสู่ความเข้าใจ : พลังของ "กลุ่มชาติพันธุ์" ในต่างแดน

แม้จะมีสัญชาติเมียนมา แต่ บี เป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตความขัดแย้งในเมียนมา อาจทำให้แต่ละกลุ่มแยกกันอยู่และไม่เข้าใจกัน แต่การมาอยู่ที่เชียงใหม่กลับกลายเป็น "จุดนัดพบ" ที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี ในเชียงใหม่มีเครือข่ายเยาวชนเมียนมาที่เข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองร่วมกัน

การมาเรียนที่นี่ทำให้เธอได้พบปะเพื่อนต่างชาติพันธุ์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน จนนำไปสู่ความเข้าใจกันมากกว่าตอนที่อยู่ในประเทศตัวเอง

ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

วิกฤตความมืดมน และความหวังที่จะ "กลับบ้าน"

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เธอให้ทัศนะอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น "การเลือกตั้งปลอม" ที่จัดทำขึ้นเพียงเพื่อรักษาอำนาจทหาร และเป็นการกระทำที่ไร้ความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชน

ถ้าคนบ้ายังอยู่ต่อ ประเทศก็ไม่มีวันสว่างขึ้น และความสงบสุขจะไม่มีวันกลับมา

สำหรับอนาคตส่วนตัว แม้เธอจะมองว่าเยาวชนเมียนมาหลายคนเริ่มหมดหวังและอาจกลายเป็น "รุ่นที่สูญหาย"จากความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เธอยังคงเก็บความหวังลึกๆ ไว้ว่า "จะกลับไปพัฒนาชุมชนในเมียนมา" หากสถานการณ์นิ่งพอ แต่ในระหว่างรอ การหางานที่มั่นคงในไทยเพื่อประคองชีวิตจึงเป็นแผนสำรองที่จำเป็นที่สุด

นี้ คือเสียงสะท้อนของเยาวชนเมียนมา ที่เชื่อว่า "การศึกษา" คือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขา เพื่อรอวันที่บ้านเกิดจะเปิดรับพลังจาก "คนรุ่นใหม่" กลับไปฟื้นฟูประเทศอีกครั้ง

รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองเมียนมาอย่างใกล้ชิด กล่าวถึงฉากทัศน์การเมืองเมียนมาหลังเลือกตั้ง วิกฤตการศึกษา และโอกาสของประเทศไทยในการปรับตัวเพื่อรับมือกับ "มันสมอง" ของเพื่อนบ้าน

ทางสองแพร่งการเมืองเมียนมา: เดิมพันอนาคตบนเก้าอี้ผู้นำ

รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รศ.ดร.อัมพร มองว่า สถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมาหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้พรรค USDP จะคว้าชัยชนะ แต่ทิศทางของประเทศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นมี 2 รูปแบบหลัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

1.การสืบต่ออำนาจของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

หากผู้นำสูงสุดยังคงเลือกกุมบังเหียนในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปด้วยตนเอง เชื่อว่าเมียนมาจะตกอยู่ในสภาวะ "หยุดนิ่งและถดถอย" เนื่องจากปัญหาที่รุมล้อมจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ยกเว้นเพียงจีนและรัสเซีย ซึ่งการยอมรับในวงแคบเช่นนี้ไม่ส่งผลบวกต่อการฟื้นฟูประเทศในระยะยาว

2.พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เลือกโมเดล "ที่ปรึกษาแห่งรัฐ"

อีกทางเลือกหนึ่งคือการที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยอมถอยฉากมาอยู่เบื้องหลังในฐานะ "ที่ปรึกษาแห่งรัฐ" (คล้ายกับรูปแบบที่อองซานซูจีเคยทำ) แล้วเปิดทางให้มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

ผลดี จะช่วยให้เมียนมากลับมามีที่ยืนในการประชุมสุดยอดอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่เก้าอี้ถูกเว้นว่างมานาน และ เป็นรูปแบบที่ทั้งจีนและไทยต้องการ เพื่อให้เมียนมามีเสถียรภาพในระดับที่ "พอรับได้" แต่ความท้าทายยังคงไม่สามารถฟันธงได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะยอมรับโมเดลนี้หรือไม่ และจะช่วยลดความขัดแย้งในประเทศได้จริงเพียงใด

ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

วิกฤตศรัทธาและการศึกษา: เมื่อ "สมอง" ของเมียนมาไหลเข้าสู่ไทย

ส่วนในมิติของการศึกษา เมียนมากำลังเผชิญกับจุดตกต่ำที่สุด ผลจากการรัฐประหารทำให้อาจารย์และครูจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ทำอารยะขัดขืน (CDM) ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัว ส่งผลให้ระบบมหาวิทยาลัยของเมียนมาหลุดออกจากทำเนียบ 1,000 อันดับแรกของโลกอย่างสิ้นเชิง

นักศึกษาพม่าโหยหาการศึกษาอย่างมาก พวกเขาเก่ง มีวินัย และภาษาอังกฤษดีเยี่ยม นี่คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่กำลังไหลเข้ามาในไทย

สำหรับคนรุ่นใหม่ในเมียนมา ไทยกลายเป็น "ทางเลือกที่เป็นจริงได้มากที่สุด" เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงและกำแพงภาษาที่ยากกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นนักศึกษาเมียนมาตบเท้าเข้าสู่มหาวิทยาลัยไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ข้อเสนอแนะนโยบายเชิงรุก: เปลี่ยน "ภาระ" ให้เป็น "พลังส่งเสริมเศรษฐกิจ"

รศ.ดร.อัมพร มองว่าแทนที่รัฐบาลไทยจะใช้นโยบายแบบ "ตั้งรับ" เพียงอย่างเดียว จะเป็นไปได้หรือไม่ ในการมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มคนชั้นกลางและปัญญาชนเมียนมาที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากแรงงานอพยพทั่วไป พวกเขามีกำลังซื้อ หลักสูตรนานาชาติในไทยมีราคาสูง ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจไทยโดยตรง

นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับคุณภาพห้องเรียน การมีนักศึกษาเมียนมาที่ตั้งใจเรียนและเก่งภาษาอังกฤษ จะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาไทยเกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่านักศึกษาจะช่วยรักษา "มันสมอง" เหล่านี้ไว้ในภูมิภาค

หากไทยสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ มาเป็นการเปิดประตูรับปัญญาชนเมียนมาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยเพื่อนบ้านในยามวิกฤต แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกัน แบบ Win-Win ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการศึกษาของไทยในระยะยาว

รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ