ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจทั่วโลก ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องตัดสินใจเรื่องนโยบายดิจิทัล ผ่านโครงการที่ชื่อว่า "TH-AI Passport" ซึ่งมีมูลค่าโครงการอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อสิทธิ์การใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาแจกกันไปวัน ๆ
แต่ในมุมมองของรัฐบาล นี่คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ที่กำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของคนไทยอย่างเงียบ ๆ ชวนลองดูตัวเลขสถิติ คำชี้แจงจากทางภาครัฐ และดูข้อกฎหมายที่ทางเจ้ากระทรวงดีอีนำมาใช้ จะพบว่าโครงการนี้มีประเด็นที่น่าสนใจและน่าคิดตามมากกว่าแค่เรื่องของการแจกของฟรีธรรมดา ๆ
เมื่อตัวเลขการใช้ AI สะท้อนว่าคนไทยกำลังตามหลังเพื่อนบ้าน
ข้อมูลตัวเลขที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 จะเห็นภาพที่ค่อนข้างน่ากังวลที่อัตราการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยี AI ของคนไทยและผู้ประกอบการไทย อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือมีเพียงร้อยละ 10.67 เท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง เวียดนาม มีตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ 23.5 ส่วนประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่าง สิงคโปร์ พุ่งสูงไปถึงร้อยละ 60.9 ตัวเลขเหล่านี้กำลังเตือนว่า ประเทศไทยกำลังวิ่งตามหลังคู่แข่งในภูมิภาคอยู่พอสมควร
ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้ประเมินไว้ว่า ภายในปี พ.ศ.2573 หรืออีกไม่ถึง 5 ปีข้างหน้า งานในประเทศไทยอย่างน้อยร้อยละ 20 จะถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ดังนั้น การที่ภาครัฐจะขยับตัวช้าไปแม้เพียงแค่ปีเดียว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณที่เสียไป แต่คือการเสียโอกาสครั้งใหญ่ของคนไทยในการพัฒนาทักษะการทำงานให้เท่าทันโลก ภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" หรือเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้
โครงการ TH-AI Passport จึงถูกวางให้เป็นเหมือน "ทางลัด" ทางเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน โดยตั้งเป้าหมายที่จะพาคนไทย ทั้งประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา และแรงงานรุ่นใหม่จำนวน 5,000,000 คน ให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับมืออาชีพ (เวอร์ชัน Pro หรือ Premium) ได้ทันที ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของคนไทย จากเดิมที่เป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีทั่วไป ให้กลายมาเป็นคนที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ และสร้างรายได้เพิ่มในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างเท่าเทียมกัน
จ่ายแค่ 27 บาท แต่ได้ใช้ AI ระดับเทพ
ประเด็นหลักที่สังคมตั้งคำถามกันมากคือ เรื่องของความคุ้มค่าในการใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งทางฝั่งรัฐบาลและกระทรวงดีอี ได้นำตัวเลขจริงมาชี้แจงให้เห็น โดย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี แจงว่าเมื่อนำงบประมาณทั้งหมดของโครงการมาหารเฉลี่ยกับจำนวนสิทธิ์ที่จะแจกให้ประชาชน 5,000,000 คน จะพบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 324 บาท/คน/ปี หรือถ้าคิดเป็นรายเดือน ก็จะตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 27.50 บาท/คน เท่านั้นเอง
ตัวเลข 27.50 บาท/เดือน นี้ ถือว่ามีความน่าสนใจมากเมื่อนำไปเทียบกับราคาตลาดที่คนทั่วไปต้องจ่ายจริง เพราะถ้าวันนี้เดินไปซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI ตัวท็อป ๆ อย่าง ChatGPT Plus, Gemini Advanced หรือ Claude Pro ด้วยตัวเอง จะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเองถึงเดือนละประมาณ 700 - 800 บาท รวม ๆ แล้ว 1 ปีก็เกือบ 10,000 บาทเลยทีเดียว
การที่รัฐบาลเข้ามาทำโครงการนี้ จึงเหมือนกับการที่รัฐใช้พลังในการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ระดับประเทศ ไปเจรจาต่อรองเพื่อซื้อของล็อตใหญ่ในราคาขายส่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ประชาชนคนธรรมดาหรือผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถทำได้เอง รัฐบาลสามารถนำ AI ตัวเก่งจากผู้ให้บริการชั้นนำ 14 ราย รวมกว่า 24 โมเดล มารวมกันแล้วส่งต่อให้ประชาชนใช้ในราคาที่ถูกลงกว่าราคาตลาดถึงร้อยละ 96 ช่วยทลายกำแพงเรื่องค่าใช้จ่ายที่เคยปิดกั้นโอกาสของคนที่มีรายได้น้อยไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีดี ๆ
นอกจากนี้ เมื่อลองหันไปดูการลงทุนของประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นว่าสิงคโปร์อัดฉีดงบประมาณด้าน AI แห่งชาติสูงถึง 27,000 ล้านบาท เฉลี่ยแล้ว 900 บาท/หัวประชากร/ปี ดังนั้น โครงการ TH-AI Passport ของไทยที่ใช้ต้นทุนเพียง 324 บาท/หัว/ปี จึงเป็นโมเดลที่พยายามใช้เงินงบประมาณที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและกระจายไปถึงคนจำนวนมากที่สุด
กลไก "บันทึกแนบท้ายสัญญา" ทางออกทางกฎหมายเพื่ออุดรอยรั่ว
เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าได้อย่างโปร่งใสและรัดกุมตามระเบียบของทางราชการ ภาครัฐได้เสนอแนวทางในการลดความเสี่ยงด้วยการใช้ "บันทึกแนบท้ายสัญญา" ซึ่งถือเป็นวิธีการบริหารงานภาครัฐที่ยืดหยุ่น โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 97 ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในสัญญาได้ หากเห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางเทคนิคที่ตรวจเจอในภายหลัง
นายไชยชนก ชิดชอบ ได้ย้ำว่า ข้อกังวลและคำวิจารณ์ต่าง ๆ จากนักวิชาการและภาคสังคม ไม่ได้ถูกละเลย แต่รัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านั้นมาปรับให้กลายเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง โดยกระทรวงดีอีและกลุ่มเอกชนคู่สัญญา สามารถร่วมกันทำบันทึกแนบท้ายสัญญา เพื่อกำหนดเงื่อนไขการทำงาน มาตรฐานการให้บริการ และมาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ ได้อย่างละเอียด โดยไม่จำเป็นต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะทำให้โครงการต้องล่าช้าออกไปอีกหลายปี
เพื่อความโปร่งใส ขณะนี้กระทรวงดีอีได้ชะลอการเบิกจ่ายเงินงวดแรกจำนวน 324 ล้านบาทไว้ก่อน เพื่อรอรวบรวมข้อมูลและข้อสรุปจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ อย่างเป็นทางการ
มั่นใจด้วยมาตรฐาน Anonymous 100% ระบบคลาวด์ในไทย
เรื่องที่สังคมกังวลอีกเรื่องหนึ่งคือ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและการรั่วไหลของข้อมูล ประเด็นนี้ นายพชร อนันตศิลป์ แถลงว่าโครงการ TH-AI Passport มีการวางระบบป้องกันไว้อย่างหนาแน่น โดยกำหนดให้ข้อมูลของผู้ใช้งานและข้อความสั่งการทั้งหมดจะต้องถูกส่งผ่านและจัดเก็บอยู่บนระบบคลาวด์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น
ระบบนี้จะทำงานภายใต้มาตรฐานการปกปิดตัวตนแบบ 100% (Anonymous) ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชน จะถูกแยกออกจากประวัติการใช้งานด้วยระบบรหัสขั้นสูง บริษัทเทคระดับโลกที่เป็นเจ้าของ AI จะทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ประมวลผลคำสั่งตามที่ผู้ใช้พิมพ์ลงไปเท่านั้น พวกเขาจะเห็นข้อมูลเป็นเพียงรหัสสุ่ม และไม่มีสิทธิ์นำข้อมูลจริงหรือพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยไปประมวลหรือพัฒนา AI ของตัวเองภายนอกประเทศเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลการใช้งานที่ถูกปกปิดตัวตนและเก็บไว้ในคลาวด์ไทยนี้ จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดในการพัฒนาโครงการ "ThaiLLM" หรือโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้มี AI ที่เข้าใจภาษา บริบท วัฒนธรรม และกฎหมายไทยอย่างลึกซึ้ง การทำแบบนี้จึงเป็นการช่วยรักษา "อธิปไตยทางปัญญา" ของประเทศในโลกดิจิทัล และการเพิ่มเงื่อนไขในบันทึกแนบท้ายสัญญา ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจและมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากคู่สัญญาทำผิดข้อตกลงเรื่องข้อมูล
นิเวศการเรียนรู้ 5 ระดับ โครงการที่ให้มากกว่าแค่สิทธิ์การใช้งาน
เมื่อดูรายละเอียดในเอกสารขอบเขตงาน (TOR) จะพบข้อเท็จจริงสำคัญจากโครงการ TH-AI Passport นี้ว่า ไม่ได้มาในรูปแบบของการ "เช่าโปรแกรม" มาแจกแล้วก็จบไป แต่แท้จริงคือการลงทุนสร้างระบบการเรียนรู้ดิจิทัลแบบครบวงจร โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 ระดับ เพื่อให้คนไทยพัฒนาทักษะได้อย่างเป็นระบบ
- ระดับที่ 1 E-Learning (สำหรับประชาชน 5,000,000 คน) เปิดระบบเรียนออนไลน์ที่มีบทเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติรวม 96 เรื่อง ออกแบบตามมาตรฐานของ UNESCO มุ่งการใช้งานจริงและเรื่องของจริยธรรมการใช้ AI ให้คนไทยใช้งานได้อย่างปลอดภัยและเท่าทัน
- ระดับที่ 2 Bootcamp (สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 4,000 คน) จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สร้างกลุ่มคนนำร่องในแต่ละท้องถิ่น ที่สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานในธุรกิจและอุตสาหกรรมจริงได้อย่างเก่งกาจ
- ระดับที่ 3 ประกวดนวัตกรรมและ Hackathon (สำหรับกลุ่มยอดฝีมือ 400 คน) เวทีเปิดโอกาสให้คนนำความรู้มาลองสร้างเป็นผลงานจริง โดยภาครัฐจะคอยสนับสนุนการบ่มเพาะไอเดียเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศ
- ระดับที่ 4 จัดเวทีประชาพิจารณ์และพัฒนาหลักสูตร ชวนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งเอกชน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐ มาร่วมกันคิดและสร้างหลักสูตรมาตรฐานการทดสอบทักษะ AI ของไทยให้เทียบเท่ากับระดับสากล
- ระดับที่ 5 อบรมผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 2,222 แห่ง ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำสำหรับคนในพื้นที่ห่างไกล โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมไปประจำตามศูนย์ชุมชนทั่วประเทศ คอยแนะนำและช่วยเหลือเกษตรกร ผู้สูงอายุ และร้านค้ารายย่อยในชุมชนให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้จริง ๆ
ต้นทุนของความล่าช้า คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เอาคืนมาไม่ได้
การลงทุนงบประมาณ 1,621 ล้านบาทในโครงการ TH-AI Passport ในมุมมองของรัฐบาลและกระทรวงดีอี ไม่ใช่การใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง แต่เหมือนกับการซื้อ "ตั๋วรถไฟด่วนพิเศษ" เพื่อช่วยให้แรงงานและเศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไปได้อย่างราบรื่น ในโลกที่ AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดในทุก ๆ วัน
ข้อมูลจาก Maverick Consulting Group ระบุว่าหากโครงการนี้ต้องถูกยกเลิก หยุดชะงัก หรือล่าช้าออกไปเพียงเพราะความกังวลในเรื่องทางเทคนิคหรือเอกสาร ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถแก้ไขและอุดรอยรั่วได้ผ่านกลไก "บันทึกแนบท้ายสัญญา" ประเทศไทยเราจะไม่ใช่แค่เสียโอกาสในการพัฒนาทักษะของคน 5,000,000 คน เท่านั้น แต่อาจเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกยุคใหม่ นั่นคือ "เวลา"
การที่คนไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลกช้าไปเพียงแค่ปีเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลไปอย่างมหาศาล และอาจทำให้ประเทศเราต้องกลายเป็นผู้ตามหลังทางเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ไปอย่างถาวร
ที่มาข้อมูล : กรมประชาสัมพันธ์, Thailand's TH-AI Passport, Explained, and How It Compares with National AI Programmes Worldwide, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
อ่านข่าวอื่น :
“ภาวุธ” ตั้งข้อสังเกต “TH-AI Passport” ส่อฮั้วครั้งใหญ่
บ้านสมเด็จโพลล์ชี้ 52.8% หนุน "ชัชชาติ" นั่งผู้ว่าฯ กทม. - 47.2% เทใจผู้สมัครอิสระ










