วันที่ 18 มี.ค.2569 นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงจากสถานการณ์หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำมัน เกิดจากความกังวลและความตื่นตระหนกของประชาชนทั้งการขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่คาดว่าจะสูงขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่งน้ำมันตามช่องทางขนส่งปกติ ทำให้เกิดความต้องการน้ำมันเกินกว่าสถานการณ์ปกติประจำวัน ในขณะที่สถานีบริการน้ำมัน ยังไม่ได้เตรียมการรับมือ ประกอบกับการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศต้องใช้ระยะเวลา ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน จึงส่งผลให้น้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการในช่วง ระยะเวลา 2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่อยู่ระหว่างการขนส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ คาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นในเร็ววันนี้
นายพิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการให้บริการในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่อยู่ในระบบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งปฏิบัติการภายใต้ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ 1669 ทั้ง 80 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 14,213 คัน เพราะยังมีบางพื้นที่และบางจังหวัด ไม่มีสถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการ หรือไม่มีน้ำมันให้เติม ส่งผลให้รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ ทำให้ต้องแจ้งหยุดการให้บริการชั่วคราว
สพฉ.เร่งประสานงานเป็นการภายในกับกระทรวงพลังงาน และทำหนังสือเป็นทางการถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอความร่วมมือประสานสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ให้ความอนุเคราะห์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยไม่จำกัดสิทธิ
พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก สพฉ. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 มี.ค. เพื่อขอความร่วมมือจากสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกเติมน้ำมันให้รถบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อน เพื่อให้เพียงพอในการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่อาจกำลังจะหมดลมหายใจ ซึ่งได้รับความสนใจนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อมวลชนแทบทุกสื่อ เครือข่าย และประชาชนจำนวนมาก ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่หลายแห่งได้รับความอนุเคราะห์ในการเติมน้ำมันให้
เลขาธิการ สพฉ. กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น สพฉ. ยังประสานหน่วยปฏิบัติการอำนวยการทั่วประเทศ ซึ่งมีรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินในการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งหมด 14,213 คัน ให้บันทึกข้อมูล สรุปรายงานสถานการณ์ผลกระทบ และปัญหาต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันมายัง สพฉ. ทุกวันนับตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. เป็นต้นมา เพื่อเร่งประสานงานเครือข่ายให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
โดยจำแนกความรุนแรง เป็น 4 ระดับ คือ
- ระดับ 0 ไม่มีผลกระทบ รวม 31 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ตรัง ตราด นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นนทบุรี นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พังงา พัทลุง ภูเก็ต มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ระนอง ราชบุรี ร้อยเอ็ด เลย ลพบุรี ศรีสะเกษ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สระแก้ว สุราษฎร์ธานี อ่างทอง และ แพร่
- ระดับ 1 มีผลกระทบเล็กน้อย ยังสามารถบริหารจัดการได้ รวม 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท ชลบุรี ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ นครพนม นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี ระยอง ลำปาง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อำนาจเจริญ และ อุตรดิตถ์
- ระดับ 2 มีผลกระทบปานกลาง บางหน่วยปฏิบัติการเริ่มมีข้อจำกัดในการดำเนินการปฏิบัติการ จำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรเพิ่มเติม รวม 14 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม น่าน บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี เพชรบูรณ์ ลำพูน สกลนคร สระบุรี สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี อุทัยธานี และ อุบลราชธานี
- ระดับ 3 มีผลกระทบมาก กระทบต่อการให้บริการในหลายพื้นที่ แต่ยังสามารถดำเนินการปฏิบัติการได้ รวม 2 จังหวัด สงขลา และหนองบัวลำภู ต้องเดินไปรับน้ำมันต่างพื้นที่ ทำให้ระยะเวลาการตอบสนองเพิ่มขึ้น
- ระดับ 4 วิกฤต กระทบต่อการให้บริการในหลายพื้นที่ บางหน่วยไม่สามารถปฏิบัติการได้ 1 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ในเทศบาล ต.กุดหว้า อบต.นามะเขือ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา จนถึงวันนี้หน่วยปฏิบัติการฯ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีเพียง 3 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบต่อการปฏิบัติงานค่อนข้างมาก ได้แก่ จ.สงขลา หนองบัวลำภู ที่ต้องจำกัดภารกิจ
เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ปิดให้บริการ ส่วนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบที่สุด ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดจำกัดการเติมน้ำมัน ทำให้หน่วยปฏิบัติการของ เทศบาลตำบลกุดหว้า และ อบต.นามะเขือ ไม่สามารถปฏิบัติการได้ ต้องอาศัยหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วยลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน
นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า รถฉุกเฉินทั่วประเทศขณะนี้มี จำนวน 14,213 คัน มีอัตราการใช้น้ำมันประมาณ 5 ลิตรต่อวันต่อคัน กรณีลำเลียงผู้ป่วย 1 เคสต่อคันต่อวัน เฉลี่ยระยะทางที่ใช้ 30 กิโลเมตรต่อเคส ดังนั้น มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 71,065 ลิตรต่อวัน เป็นอย่างน้อย ซึ่งในการปฏิบัติงานจริงอาจมากกว่านั้น สพฉ. จึงเร่งประสานงานเป็นการภายในกับกระทรวงพลังงาน และทำหนังสือเป็นทางการถึงกระทรวงพลังงาน
พร้อมทั้งเร่งประสานงานไปยังกระทรวงพลังงาน และผู้ให้บริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนจัดเตรียมน้ำมัน หรือสำรองน้ำมันให้กับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ รวมทั้งยังประสานงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และพลังงานจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอให้จัดสรรหรือเตรียมน้ำมันสำรองในแต่ละจุดบริการ หรือสถานีบริการน้ำมัน โดยอย่างน้อยขอให้สำรองในพื้นที่ 100 ลิตร โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรืออยู่ในระดับตำบล ควรสำรองน้ำมันอย่างน้อย 50–100 ลิตร สำหรับใช้ปฏิบัติงานกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน
อ่านข่าว :
วิกฤตน้ำมันกระทบหนัก ไรเดอร์-แท็กซี่รายได้หด กู้ภัยปรับแผนช่วยชีวิตประชาชน
วิกฤตน้ำมันกระทบเผาศพยากไร้ วัดราษฎร์ประคองธรรม
