รัฐบาลมีจำนวนเสี่ยงส.ส.ที่สุ่มเสี่ยงในการโหวตลงมติ
เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเปิดสภาผู้แทนราษฎรสมัยนิติบัญญัติก็ถือเป็นสัญญาณให้ฝ่ายนิติบัญญัติเร่งเดินหน้าพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่หรือเสนอเข้ามาให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาเพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554
ส.ส.ฝ่ายค้านให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ขณะที่ส.ส.พรรครัฐบาล เชื่อมั่นในการพิจารณารายละเอียดที่จะเป็นไปอย่างรอบคอบ และย้ำถึงความสำคัญของร่างกฎหมายที่ไม่เพียงส.ส.รัฐบาลเท่านั้น ส.ส.ฝ่ายค้านก็ควรให้การสนับสนุน
ร่างกฎหมายงบประมาณ ปี 2554 วางเม็ดเงินไว้ 2,700,000 ล้านบาท และแม้จะพิจารณารายละเอียดแล้วถูกปรับลด 42,527 ล้านบาท แต่ทั้งหมดก็ได้รับการปรับโยกไปเป็นงบของกระทรวงที่ขอคืน, งบดำเนินนโยบาย และงบเฉพาะกิจพิเศษ หากแต่ร่างกฎหมายจะผ่านหรือจะตกไป ขึ้นอยู่กับเสียงโหวตในสภาผู้แทนราษฎร
พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค มีเสียง รวม 246 เสียง แต่ก็คาดการณ์ว่าจะมีเสียงส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน อีก 6 เสียง และยังมีเสียงจากพรรคเพื่อแผ่นดินที่ผันแปรมาสนับสนุน 15 เสียง เท่ากับว่ารัฐบาลจะมีเสียงรวมทั้งหมด 267 เสียง แต่เมื่อต้องจากเสียงรัฐมนตรี ที่วิปรัฐบาลยืนยันไม่ต้องโหวตลงมติ จะเหลือ 244 เสียง
หากการลงมติเป็นไปตามขั้นตอน ก็ถือว่ารัฐบาลมีเสียงเพียงพอ แต่ถ้าร่างกฎหมายถูกตีกลับจากวุฒิสภา เพราะเห็นต่างให้ต้องปรับแก้ นั่นหมายถึงต้องกำหนดเสียงโหวต ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 238 เสียงถ้าเทียบเสียงของรัฐบาลที่แสดงตนชัดเจนจะมีเพียง 223 เสียง
ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จะเข้าสู่วาระการพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ของสภาจึงเป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาลที่ต้องซักซ้อมไกล่เกลี่ยปัญหาให้แล้วเสร็จจึงเป็นที่มาให้วิปรัฐบาลนัดหมายประชุมในวันจันทร์นี้ ก่อนบรรจุเป็นวาระพิจารณาในวันที่ 18 และ 19 ส.ค.ต่อไป
