สมช.-DSI-กฤษฎีกาหารือนิรโทษกรรมแนวร่วมนปช.
นายกรัฐมนตรียืนยันประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกาศดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการจับกุมแนวร่วมกลุ่มนปช. ขณะที่วันนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ, ดีเอสไอ และกฤษฎีกา จะหารือแนวทางในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแนวร่วมนปช.ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
ช่วงบ่ายวันนี้ (14 มิ.ย.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการกฤษฎีกา จะประชุมร่วมกัน เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทั้งข้อดีและข้อเสียในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง
ก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวคิดการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับแนวร่วมนปช. หรือผู้ที่มาร่วมชุมนุมที่ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง โดยมีความเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะ คือออกเป็นพ.ร.ก. ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้อำนาจในฐานะฝ่ายบริหารบังคับใช้ ก่อนเสนอให้สภาเห็นชอบในภายหลังได้ แต่หากออกเป็นพ.ร.บ. จะต้องเสนอเป็นวาระการพิจารณาในสภาฯ ก่อนจึงจะสามารถผ่านความเห็นชอบให้ใช้ได้
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังแบ่งรับแบ่งสู้ถึงแนวทางการนิรโทษกรรม โดยระบุว่า ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจน เพราะหากนิรโทษกรรมก็จะมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาคดี และหากเกิดการชุมนุมที่อาจต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินในอนาคต ก็จะทำให้คนไม่เกรงกลัวกฎหมายอีก
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ก่อเหตุรุนแรงและผู้ทำร้ายประเทศ ส่วนการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นการซื้อเวลาของรัฐบาล แต่ตั้งขึ้นเพื่อความโปร่งใสในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ยังมีความจำเป็นต้องประกาศใช้ต่อไป เพื่อควบคุมให้สถานการณ์อยู่ในความสงบเรียบร้อย
ส่วนประเด็นการตั้งข้อสังเกตว่า การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ 2 มาตรฐานระหว่างการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม รวมถึงถูกกล่าวหาว่าเป็นมาตรการไล่ล่าผู้ชุมนุมของรัฐบาลนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่า การเสียชีวิตของแนวร่วมนปช.ในหลายจังหวัดเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง และอาจเป็นการก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อผูกโยงเข้ากับสถานการณ์ทางการเมือง
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายสุนัย ผาสุก ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย เห็นสอดคล้องกันว่า รัฐบาลได้ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินกดดันแนวร่วมนปช. เพื่อเรียกตัวแกนนำมาสอบสวน แต่การปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ กลับยังไม่ให้ความชัดเจนในการดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นการใช้กฎหมายแบบ 2 มาตรฐาน
ส่วนการที่องค์กรนิรโทษกรรมสากลได้เรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเริ่มต้นกระบวนการที่นำไปสู่การสอบสวนที่โปร่งใสนั้น นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการเชิญองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงองค์กรนิรโทษกรรมสากล เข้ารับฟังขั้นตอนการดำเนินการตามแผนปรองดอง และขั้นตอนการสอบสวนเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนปช.
