
พรรคเพื่อไทยน้อมรับการพิจารณาของวุฒิสภา
ป.ป.ช.ระบุ ร่างกฏหมายนิรโทษกรรม หากมีผลบังคับใช้ จะกระทบกับคดีความที่ได้ชี้มูลไปแล้วทั้งหมด จึงเตรียมทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลดีผลเสีย ขณะที่พรรคเพื่อไทยยอมถอย น้อมรับการตัดสินใจของวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างกฏหมายนิรโทษกรรม
เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย ได้แถลงภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค ว่า การผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะต้องการเห็นความขัดแย้งยุติลง อยากให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แต่ข่าวสารที่ออกไปทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนสิ่งที่นายกฯได้แถลงเมื่อเช้ารัฐบาลอยากเห็นความปรองดอง โดยได้ปรึกษาพรรคร่วมรัฐบาล มีความเห็นว่าขณะนี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาวุฒิสภา ก็ควรเคารพการตัดสินใจวุฒิสภา เพื่อยุติความขัดแย้ง และเป็นสิทธิของวุฒิสภา หากจะไม่ผ่านร่างดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธการเสนอและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมระบุว่า วุฒิสภาจะเป็นผู้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยใช้พื้นฐานความปรองดองเป็นหลักในการพิจารณา
จากนั้น 3 ชั่วโมงต่อมา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย ส.ว.เลือกตั้ง อาทิ นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี ร่วมกันแถลงจุดยืน ของวุฒิสภาว่า จะไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง
พร้อมย้ำเป็นจุดยืนเดิมที่มีการหารือกันมาโดยตลอด ไม่ใช่การส่งสัญญานจากนายกรัฐมนตรี ภายหลังอ่านคำแถลงการณ์ เบื้องต้นการพิจารณาของวุฒิสภา จะไม่ผ่าน 3 วาระรวด โดยขอให้ทุกฝ่ายติดตามผลการลงมติของที่ประชุมในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ส่วนในวันที่ 6 พ.ย.คณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา จะหารือร่วมกันก่อนแถลงจุดยืนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลกระทบสำคัญต่อการตรวจสอบคดี ในกรณีคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการไต่สวนมากว่า 25,000 คดี ในจำนวนนี้มี 666 เรื่อง ที่ชี้มูลความผิดไปแล้ว รวมถึงมีคดีที่เสร็จเด็ดขาดในชั้นศาลไปแล้ว 5 เรื่อง โดยเฉพาะคดีที่ พ.ต.ท.ททักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ศาลตัดสินยึดทรัพย์ กว่า 40,000 ล้านบาท คดีที่ดินรัชดา คดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง
หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้เป็นอันต้องระงับไป นอกจากนี้ยังมีผลต่อความมั่นคงของชาติ และส่งผลกระทบต่อกระบวนยุติธรรม รวมถึงขัดต่อสนธิสัญญาต่อต้านการทุจริตของสหประชาติ ซึ่งไทยได้ลงนามไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.54โดย
ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ป.ป.ช.จะทำความเห็น โดยชี้ให้เห็นถึงผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะมาตรา 3 ส่งให้วุฒิสภา พร้อมส่งไปให้ตัวแทนของสหประชาชาติด้วย