กมธ.แก้รธน.
คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สรุปเนื้อหาการแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. รวมถึง มาตรา 68 และ มาตรา 237 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังเสร็จสิ้นการให้ ส.ส.แปรญัตติ จะเสนอเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯสมัยสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในเดือนสิงหาคมนี้
นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาว่า เบื้องต้นเนื้อหาในร่างแก้ไขคือการให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด 200 คน เฉลี่ยตามประชากรแต่ละจังหวัด โดยประชาชน 1 คนสามารถเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว
ส่วนคุณสมบัติของผู้สมัครนั้นเปิดกว้าง โดยยกเลิกการห้าม สามี หรือภรรยา ส.ส. รวมไปถึงบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองก็สามารถลงสมัครได้ทันทีหลังลาออกจากตำแหน่ง ไม่ต้องรอเว้นวรรค 5 ปี
ส่วนส.ว.สรรหา ในขณะนี้ จะให้อยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะครบวาระ โดยหลังเชิญผู้แปรญัตติเข้าชี้แจงเสร็จสิ้น จะเสนอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ สมัยสามัญทั่วไปในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมั่นใจว่าการพิจารณาในวาระ 2 นั้นจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น จากการที่ฝ่ายค้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในชั้นกรรมาธิการฯ
ขณะที่นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้ข้อสรุปในเนื้อหามาตรา 68 ที่กำหนดให้การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องผ่านอัยการสูงสุดเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น โดยมีข้อกำหนดให้อัยการพิจารณาหลังรับเรื่องภายใน 30 วัน หากยังไม่ดำเนินการผู้ร้องมีสิทธิยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
ส่วนมาตรา 237 นั้น คณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากมีมติให้เป็นไปตามร่างเดิม โดยยกเลิกการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี กรณีทุจริตเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เชื่อว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมานั้นจะไม่เป็นปัญหาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย เป็นเพียงการสร้างความชัดเจนในการยื่นคำร้องเท่านั้น
