" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news16052013/169925-imagepng-249379.png
ภาพการควงคู่มานั่งแถลงข่าวสู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายอลงกรณ์ พลบุตร กลายเป็นคำตอบให้รับรู้โดยทั่วกัน ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถูกสยบไว้ในห้องหารือเป็นการภายในของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
และนับจากนี้ไป แม้พรรคจะเข้าสู่โหมดของยกร่างพิมพ์เขียวเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูป แต่การหารือและการสรุปผล ย่อมต้องเกิดข้อถกเถียง หากแต่บุคคคลภายในพรรคตกลงและสัญญาที่จะสงบเงียบทุกเรื่องทุกประเด็นให้เป็นการภายใน ภายใต้คณะทำงานที่ตั้งขึ้นเท่านั้น จะไม่กลายเป็นข่าวความขัดแย้ง และจะไม่ใช่เรื่องบุคคลแต่จะเป็นเรื่องทุกคนในพรรค
การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ รศ.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เชื่อว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกภายในพรรคที่จะมอง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งถ้าพรรคก้าวข้ามการมองแบบเกมการเมืองและเผชิญความขัดแย้งไปได้ โดยพร้อมจะสร้างผลงานและประสิทธิภาพร่วมกัน ย่อมหมายถึงความสำเร็จในการปฏิรูป
เช่นเดียวกับความเห็นของนายปรีชา สุวรรณทัต อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าพรรคถึงเวลาแล้ว ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เข้าต่อยุคสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะนโยบายที่เสนอต่อประชาชน แม้จะยึดโยงกับทฤษฏีประชานิยมก็สามารถทำได้ เพียงแค่กำหนดขอบเขตที่เหมาะสมถูกต้องตามหลักกฎหมาย ขณะเดียวกันบุคลากรที่มีภาพลักษณ์ด้านลบในสายตาประชาชน ก็ควรลดบทบาทลง
แต่การปฏิรูปพรรคจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ คือ 30 วันนับจากนี้ ต้องขึ้นอยู่กับร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคและอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่จริงหรือไม่
หากแต่ร่างพิมพ์เขียวฉบับของนายองลงกรณ์ที่นำมาเปิดเผยรวม 36 หน้าวันนี้ ไม่มีเนื้อหาของการกำหนดนโยบายให้เป็นประชานิยม เพื่อช่วงชิงคะแนนนิยมจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งสาระสำคัญไม่มีประเด็นที่ขัดต่ออุดมการณ์ 10 ข้อของพรรคตามที่หัวหน้าพรรค คนที่ 7 ประกาศย้ำให้ยึดมั่นและรักษาไว้ โดยเฉพาะระบบและระบอบประชาธิปไตย ที่พึงกระทำเพื่อเจ้าของประเทศ หรือประชาชน
