อภิปรายแก้รธน.วันแรกฝ่ายค้าน
หลังนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ยืนยันจะทำหน้าที่ประธานในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา โดยอ้างตามคำวินิจฉัยของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และข้อบังคับการประชุมว่า ไม่มีหลักเกณฑ์ข้อใด ที่ผู้มีรายชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถทำหน้าที่ประธานในการประชุมได้
เหตุผลดังกล่าวของนายนิคม ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่า การทำหน้าที่ประธานการประชุมของนายนิคม ไม่ผิดข้อบังคับ แต่เป็นมารยาททางการเมือง ซึ่งท้ายที่สุด ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้วอล์กเอาท์ออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับในการทำหน้าที่
และหลังจากมีการเปลี่ยนตัวผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กลับมาทำหน้าที่ประธานอีกครั้ง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กลับเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง โดยสมาชิกรัฐสภา ต่างอภิปรายในหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 3 ฉบับ
เช่น นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา อภิปรายถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 117 ที่เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ว่า หากให้ ส.ว.มาจากการเลือกทั้งหมด จะเป็นการสร้างฐานทางการเมือง ทำให้ ส.ว.มีสังกัดพรรค ซึ่งเกรงว่า จะซ้ำรอยคำกล่าวหาว่าเป็นสภาทาส อีกครั้ง จึงควรมี ส.ว.สรรหาไว้ถ่วงดุลอำนาจ เช่นเดียวกับนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่เห็นว่า ควรคง ส.ว. สรรหาไว้ เพื่อถ่วงดุล แต่อาจเปลี่ยนวิธีการสรรหา ให้เป็นไปอย่างเป็นอิสระ
ด้านนงส.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.พรรคเพื่อไทย เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 190 เพราะทำให้การร่วมมือกับต่างประเทศ ในหนังสือสัญญาต่างๆ มีความล่าช้า โดยเห็นว่า ควรให้อำนาจฝ่ายบริหาร ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารได้ทันที เว้นแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และอธิปไตยที่ควรให้รัฐสภาเห็นชอบ
