นายกฯยันไม่ส่งตัวสายลับชาวกัมพูชากลับประเทศ
ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เตรียมเอกสาร เพื่อขอตัวนายสุชาติ มูฮัมหมัด อายุ 32 ปี ผู้ต้องสงสัยชาวไทย ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกันทรลักษ์ นำตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากนายสุชาติประสานไปยังตำรวจเพื่อขอให้ข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่
นายสุชาติและชาวต่างชาติ 2 คน คือ นายอึ้ง กิมไทย ชาวกัมพูชา และ นายเหวียง เติ้กยัง ชาวเวียดนาม ถูกตำรวจอำเภอกันทรลักษ์ จับกุมได้บริเวณถนนสายกันทรลักษ์ - เขาพระวิหาร ขณะตระเวนขับรถสอดแนมฐานที่ตั้งปืนใหญ่ และการก่อสร้างหลุมหลบภัย บริเวณหมู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ทั้ง 3 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกระทำใดเพื่อให้ได้มาซึ่งความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ขณะผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้ง 2 คน ยังไม่ให้การใดๆ กับเจ้าหน้าที่ เพราะว่าต้องรอเจ้าหน้าที่กงศุลของแต่ละประเทศไปร่วมรับฟังระหว่างการสอบปากคำ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทางการไทยจะยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหากลับ เพราะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทยก่อน เนื่องจากพบหลักฐานเป็นแผนที่เกี่ยวกับจุดยุทธศาสตร์หลายอย่าง โดยจะแจ้งให้กัมพูชาทราบว่าไทยไม่ยอมรับการกระทำในลักษณะนี้ ส่วนจะใช้ต่อรองให้ปล่อยตัวนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ หรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด โดยเฉพาะการเข้ามาดำเนินการของสายลับกัมพูชา
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การจับกุมสายลับกัมพูชาครั้งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อนานาชาติว่า ไทยไม่เคยรุกรานกัมพูชาตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง โดยจะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรรมการมรดกโลก และศาลโลกพิจารณาด้วย
พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 กำชับทหารพราน ที่วางกำลังตามแนวชายแดน ตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ เพื่อป้องกันสายลับเข้ามาสอดแนมการวางกำลังของทหาร พร้อมขอความร่วมมือชาวบ้านให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบบุคคลที่มีพฤติกรรมลักษณะสายลับและเข้ามาหาข่าวในพื้นที่
