" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news09102012/117308-imagepng-171873.png
ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. รับรองคุณสมบัติ 3 บริษัท ในเครือเอไอเอส ดีแทค และ ทรู คอร์เปอเรชั่น ให้มีสิทธิ์ประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่โทรคมนาคม 2.1 กิกะเฮิร์ต เพื่อใช้เป็นโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 3 จี ในวันที่ 16 ต.ค.นี้
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการโทรคมนาคม กสทช.ยืนยันว่า หากราคาประมูลสิ้นสุดเท่ากับราคาตั้งต้น ที่ 4,500 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต หรือมากกว่า ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จในการจัดประมูล
การประมูลครั้งนี้ สื่อมวลชน และนักวิชาการด้านโทรคมนาคม ตั้งข้อสังเกตว่าการประมูลใบอนุญาต ที่มีทั้งหมด 9 ใบ และแต่ละรายประมูลสูงสุดได้ 3 ใบอนุญาต โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 รายถือว่าลงตัว แต่ถือว่าทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553
สื่อมวลชนจึงพยายามขอให้ กสทช อธิบาย คำว่า "เหตุความจำเป็น" ที่ระบุไว้ในระเบียบ หลักเกณฑ์วิธีการประมูล และจำเป็นหรือไม่ที่ กสทช. ต้องปรับเปลี่ยน เงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์การประมูล แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
ขณะที่ กสทช. 2 คน ที่เคยทักทวงราคาตั้งต้นการประมูล ระบุว่าประเด็นนี้ จะกลายเป็นข้อกังขาของสังคม และอาจส่งผลให้ กสทช.ถูกสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวนิช ประธานสถาบันเพื่อการวิจัยการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เรียกร้องให้ คณะกรรมการกสทช.รับผิดชอบ หากได้ราคาประมูลสุดท้ายสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียงเล็กน้อย เพราะการนำคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของชาติ ออกมาประมูลเชิงพาณิชย์ ก็ควรดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ ไม่ใช่เป็นการเอื้อต่อเอกชน ที่จะทำให้รัฐสูญเสียถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท
ส่วนวันพรุ่งนี้ (10 ต.ค.) เวลา 10.00 น. นายอานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม จะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ใน 6 ประเด็น ที่เห็นว่า กสทช. ยังไม่ประกาศแผนชัดเจนว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร จากการจัดประมูลครั้งนี้ ขณะเดียวกันสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เตรียมหารือกับเครือข่าย เพื่อกำหนดท่าที ต่อการจัดประมูล 3 จี ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
