คลิปอ้างสาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์ขณะผูกธงไทยไว้ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ที่แท้สร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: Facebook และ Instagram
ตรวจสอบพบโพสต์อ้างว่ามีชาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์พร้อมผูกธงชาติไทยไว้ท้ายรถจนเกิดอุบัติเหตุ โดยระบุว่า
หัวทิ่มเพราะเสียม! 🇰🇭
“สาวเหมร” นำธงชๅติไทย มาผูกไว้ท้ายรถ จจย. ทำให้เธอล้ม ร้อvลั่u!! ” แบบนี้เสียมต้องรับผิดชอบด้วย.รถล้มเพราะธvเสียม “
โพสต์อ้างว่ามีชาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์พร้อมผูกธงชาติไทยไว้ท้ายรถจนเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ ยังพบโพสต์ไวรัลอีกโพสต์หนึ่ง โดยจากการตรวจสอบพบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเผยแพร่คลิปวิดีโอ พร้อมอ้างว่าเป็นเหตุการณ์หญิงชาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์พร้อมธงชาติไทยก่อนประสบอุบัติเหตุเช่นกัน โดยระบุข้อความว่า “ชอบเอาธงไทยมาเล่น มันจะเป็นแบบนี้”
ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมียอดเข้าชมมากกว่า 140,000 ครั้ง และมียอดกดถูกใจประมาณ 1,700 ครั้ง
คลิปดังกล่าวเป็นคลิปเหตุการณ์จริงหรือไม่
จากการสังเกตพบความผิดปกติของการเคลื่อนไหวในวิดีโอ Thai PBS Verify จึงนำคลิปดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจจับสื่อที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านเว็บไซต์ Hive Moderation
ผลการตรวจสอบพบว่า คลิปดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างขึ้นด้วย AI อยู่ที่ 65.2%

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันเป็นคลิปสร้างจาก AI
สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ยืนยันว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยชี้ให้เห็นข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ ได้แก่
- ป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์มีลักษณะไม่ตรงกับป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกัมพูชาที่ใช้จริง
- ความคมชัดของตัวเลขและตัวอักษรบนป้ายทะเบียนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
- ตัวอักษรภาษาเขมรบนป้ายทะเบียนมีความผิดพลาด
- การเคลื่อนไหวของธงชาติไทย ทั้งในจังหวะที่ถูกลากและช่วงที่เข้าไปพันล้อ มีลักษณะขัดกับหลักฟิสิกส์ และจังหวะการล้มของรถดูไม่เป็นธรรมชาติ
เมื่อลองสังเกตป้ายทะเบียนรถในคลิปดังกล่าว และนำมาเปรียบเทียบกับป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกัมพูชา โดยอ้างอิงจากแฟ้มภาพข่าวของ AFP พบว่า ป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ของกัมพูชาจะมีลักษณะเฉพาะ คือมีขีดคั่นระหว่างตัวเลขกับชื่อจังหวัด และชื่อจังหวัดที่อยู่ด้านล่างจะแสดงด้วยตัวอักษรสีแดง
อย่างไรก็ตาม ป้ายทะเบียนที่ปรากฏในคลิปไม่มีขีดคั่นระหว่างตัวเลขกับชื่อจังหวัด และใช้สีเดียวกันทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบมาตรฐานอย่างชัดเจน
แฟ้มภาพข่าวของ AFP ที่บันทึกภาพการจราจรในกัมพูชา เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 แสดงให้เห็นรูปแบบป้ายทะเบียนรถที่ใช้ทั่วไป โดยพบว่ามีเส้นคั่นระหว่างตัวเลขกับชื่อจังหวัดอย่างชัดเจน
แฟ้มภาพข่าวของ AFP ที่บันทึกภาพการจราจรในกัมพูชา เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 68 แสดงให้เห็นรูปแบบป้ายทะเบียนรถที่ใช้ทั่วไป โดยพบว่ามีเส้นคั่นระหว่างตัวเลขกับชื่อจังหวัดอย่างชัดเจน
ภาพเปรียบเทียบภาพทะเบียนรถของภาพซ้าย ที่สร้างจาก AI และภาพขวาที่นำมาจากแฟ้มภาพข่าวของ AFP ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 68
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบคลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลซึ่งอ้างว่าเป็นเหตุการณ์หญิงชาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์พร้อมผูกธงชาติไทยไว้ท้ายรถและล้ม ได้ข้อสรุปว่า
- เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation พบว่าคลิปมีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI 65.2%
- เมื่อตรวจสอบเฉพาะช่วงที่รถล้ม ระบบประเมินว่ามีโอกาสเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI สูงถึง 91.6%
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ยืนยันว่าคลิปดังกล่าวมีลักษณะผิดปกติหลายจุด ทั้งป้ายทะเบียน การเคลื่อนไหวของวัตถุ และพฤติกรรมทางฟิสิกส์ที่ไม่สมจริง
จึงสรุปได้ว่า คลิปดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์จริง แต่เป็นเนื้อหาที่สร้างขึ้นด้วย AI แล้วนำมาเผยแพร่ในบริบทที่สร้างความเข้าใจผิด
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI: เมื่อนำคลิปดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation ผลลัพธ์จากการตรวจสอบพบว่ามีแนวโน้มสร้างจาก AI 65.2%นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบเฉพาะบางช่วงของคลิป โดยเฉพาะจังหวะที่รถกำลังล้ม ระบบประเมินว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงถึง 91.6% ว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างขึ้นด้วย AI
- ตรวจสอบยืนยันกับผู้เชี่ยวชาญด้าน AI: สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ยืนยันว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยชี้ให้เห็นข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ
ผลกระทบจากการรับข้อมูลเท็จ
1.กระตุ้นความเกลียดชังและอคติระหว่างสังคม เนื้อหาที่เชื่อมโยงเหตุการณ์บิดเบือนเข้ากับสัญชาติหรือสัญลักษณ์ทางชาติ อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ กระตุ้นอารมณ์ความรุนแรง และปลุกเร้าความเกลียดชังผ่านกระแสชาตินิยมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีบุคคลหรือกลุ่มคนต่างชาติ
2.ขยายวงจรข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียมักดันเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายรวดเร็วกว่าเนื้อหาปกติ ซึ่งการกดถูกใจ แชร์ต่อ หรือการแสดงความคิดเห็น ก็ยิ่งเพิ่มการมองเห็นของเนื้อหาขึ้น
3.เนื้อหาลักษณะนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างความแตกแยกทางสังคม และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างประเทศ หากถูกเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์จริง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.หยุดก่อนแชร์ ตั้งคำถามทันทีว่า แหล่งข่าวมาจากไหน มีความน่าเชื่อถือหรือไม่และอย่าแชร์เพียงเพราะเนื้อหากระตุ้นอารมณ์โกรธ สะใจ
2.ตรวจสอบแหล่งที่มา ดูว่ามีสำนักข่าวหลักรายงานหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบวันที่เผยแพร่ และบริบทว่าตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือไม่
3.สังเกตความผิดปกติของเนื้อหา เช่น การเคลื่อนไหวของวัตถุผิดธรรมชาติ ตัวอักษร ป้ายทะเบียน หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ผิดรูปแบบ แสง เงา หรือสัดส่วนร่างกายดูบิดเบี้ยว
4.ใช้เครื่องมือตรวจสอบ เช่น ใช้เครื่องมือตรวจจับเนื้อหา AI หรือใช้การค้นหาภาพย้อนกลับ (reverse image search)
5.แจ้งรายงานโพสต์ (Report) หากพบว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน ควรกดรายงานต่อแพลตฟอร์มนั้น ๆ
6.ให้ความรู้คนรอบตัวและเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล (Digital Literacy) ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และรูปแบบข่าวปลอมใหม่ ๆ และฝึกตั้งคำถามกับข้อมูลที่กระทบความรู้สึกหรือเร้าอารมณ์อย่างรุนแรง









