วันนี้จับตาศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ

การเมือง
01:34
จำนวนผู้ชม 21
Thai PBS
วันนี้จับตาศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ

วันนี้ ( 22 ก.พ.) ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนดกู้เงิน 2 ฉบับ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 หรือไม่ โดยในช่วงเช้าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมกันเพื่อทำความเห็นในคำวินิจฉัยส่วนตน ก่อนที่ช่วงบ่ายจะอ่านคำวินิจฉัย ด้านนายกรัฐมนตรีที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.อุดรธานี ปฎิเสธจะแสดงความเห็นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้

สำหรับขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญในการอ่านคำวินิจฉัยพระราชการกำหนด 2 ฉบับ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุม เพื่อทำความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตน พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ เมื่อตุลาการลงมติเสร็จสิ้นแล้วจะนำไปสู่การจัดทำคำวินิจฉัย เมื่อคำวินิจฉัยได้เสร็จสิ้น จากนั้นคณะตุลาการจะออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในเวลา 14.00 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ศาลได้กำหนดประเด็นการวินิจฉัย พ.ร.ก. 2 ฉบับ เพียง 2 ประเด็น คือ 1.การตรา พ.ร.ก.เพื่อประโยชน์ในความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่ และ 2.การตรา พ.ร.ก.มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่

ซึ่งในกรณีที่ พ.ร.ก. 2 ฉบับไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสองนั้น คำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด หรือมีเสียงตุลาการไม่น้อยกว่า 6 เสียง จากองค์คณะตุลาการ รวมถึงประธานศาลฯ ถึงจะมีผลให้พ.ร.ก. 2 ฉบับไม่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้น แต่หากเสียงไม่ถึงก็จะทำให้ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาชี้แจงด้วยวาจาแล้ว ก่อนที่จะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ โดยผู้ร้อง คือ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายคำนูณ สิทธิสมาน สว. ต่างระบุว่าการออก พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และรัฐบาลไม่มีแผนดำเนินงานที่ชัดเจน และ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่ส่งผลให้ภาระหนี้ของประเทศลดลง ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาเพียงพอที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสพิจารณา

ด้านผู้ถูกร้องนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางไปชี้แจงแทน โดยรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ได้ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความปลอดภัย ความมั่นคงเศรษฐกิจ รวมถึงป้องกันภัยพิบัติ