โรงงานในนิคมฯ
เมื่อวานนี้ ( 16 ก.พ.) บรรยากาศการสมัครงานในงานนัดพบแรงงานไทย-ญี่ปุ่นก้าวไปด้วยกัน บริเวณอยุธยาปาร์ค ได้สอบถามกับผู้หางานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจที่ประสบอุทกภัย อดีตพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ เพิ่งออกจากงานเมื่อต้นเดือนมกราคม เนื่องจากบริษัทมีนโยบายลดพนักงานในช่วงที่โรงงานยังไม่สามารถฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับอีกคนหนึ่งเป็นอดีตพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมนวนครทำงานบริษัทนี้มานาน 24 ปี เพิ่งถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังบริษัทปลดพนักงานถึงร้อยละ 70
ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานมั่นใจว่า อัตราการเลิกจ้างงานจะไม่มาก เพราะมีมาตรการดูแล เช่น การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม การชดเชยเงินให้บริษัทที่ยอมจ่ายค่าจ้างพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 75 ในอัตราคนละ 2,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือน แต่กรณีตัวอย่างทั้งสองคนเห็นได้ว่าเพิ่งถูกเลิกจ้างมาไม่นาน และจากการสอบถามยังมีอีกหลายแห่งที่เตรียมลดจำนวนพนักงานเช่นกัน โอกาสที่การเลิกจ้างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นเพราะการฟื้นตัวของโรงงานอุตสาหกรรมไม่เร็วอย่างที่คาดการณ์
กระทรวงอุตสาหกรรมวางเป้าหมายไว้ว่าจะมีโรงงานฟื้นตัวร้อยละ 60-70 ในเดือนมีนาคม แต่ขณะนี้กลับเริ่มกลับมาผลิตสินค้าได้เพียงร้อยละ 39 บางโรงงานต้องรอเครื่องจักรใหม่ปีหน้า ซึ่งหมายความว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงปีหน้าต้องจ่ายค่าจ้างให้พนักงงานโดยที่ไม่มีการผลิตสินค้าไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภาระของบริษัท นั่นเป็นเหตุผลให้บางแห่งตัดสินใจลดจำนวนพนักงาน แต่ในความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่ได้ห่วงเรื่องภาวะการว่างงานแต่กังวลกับภาวะขาดแคลนแรงงานมากกว่า
นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัยจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ มีแรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกเลิกจ้าง 25,028 คน ส่วนใหญ่กว่า 15,000 คน อยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศมีกว่า 130,000 อัตรา
ขณะที่วานนี้องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น และหอการค้าญี่ปุ่น หรือเจโทรกับเจซีซี รวบรวมบริษัทญี่ปุ่น 100 แห่ง จาก 12 จังหวัด ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เช่น โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าสิ่งทอ มาเปิดรับสมัครพนักงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยารวม 11,536 อัตรา อย่างน้อยก็แรงงานไทยที่ถูกเลิกจ้าง หรือพลาดหวังจากโรงงานที่ถูกน้ำท่วม ก็มั่นใจได้ว่าถ้าได้เข้าทำงานในบริษัทเหล่านี้ จะได้ทำงานอย่างแน่นอนเพราะทั้ง 100 บริษัท มีการเดินสายพานการผลิตอยู่แล้ว
