วันนี้ (4 พ.ย.2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษกสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุมส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จากปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลาง ที่มี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช.เป็นประธาน ว่า สมช.เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาควิชาการมาร่วมประชุม เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น
โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ที่ประชุมร่วมกันแลกเปลี่ยนความเห็น นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย
นายพิชญเดช กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามปกติของภาครัฐ ในการเตรียมความพร้อมและทบทวนแนวทางการบริหารจัดการ สถานการณ์ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ และสามารถประสานการปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้
1.การติดตามและประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมร่วมกันพิจารณาสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงทางไซเบอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดย สมช.ประสานและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ และการกำหนดแนวทางรองรับเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกัน
นายพิชญเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น กรณีสถานการณ์ยกระดับถึงขั้นสูงสุด โดยแบ่งเป็นผลกระทบตรงและทางอ้อม ดังนี้ ผลกระทบทางตรง โดยเฉพาะความปลอดภัยของแรงงานไทยและพลเมืองไทย ที่พำนักหรือประกอบอาชีพอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพ เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงแผนอพยพและให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยงไว้แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกเรือ และผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย
โฆษก สมช. กล่าวว่า ผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนและราคาสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
สำหรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไทยจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น
2.การเตรียมความพร้อมและการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงาน โดยประเทศไทยมีแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ และแผนบริหารวิกฤตการณ์ (พ.ศ.2566 - 2570) รวมถึงแผนรองรับสถานการณ์เฉพาะด้านของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องไว้ในแต่ละระดับ
การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันทบทวนและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานมีความชัดเจน และสามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในทุกระดับ ตั้งแต่การติดตามและประเมินสถานการณ์ การประสานงานระหว่างหน่วยงานในส่วนกลางและระดับพื้นที่ การเตรียมทรัพยากรและบุคลากร ตลอดจนการบริหารจัดการสถานการณ์ และการดูแลประชาชนหากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบเกิดขึ้น
3.การสื่อสารข้อมูลข่าวสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ประชุมและ สมช.ให้ความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมีการเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และประชาชนอาจได้รับข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งบางครั้งอาจมีข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้น สมช.จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลเป็นระบบ และประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ
โฆษก สมช.กล่าวอีกว่า ตนขอเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อม ของภาครัฐตามกรอบแผนและกลไกที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นการประกาศเตือนภัยหรือการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญสถานการณ์วิกฤตแต่อย่างใด
แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางและกลไกที่สามารถนำมาใช้บริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม หากมีความจำเป็น โดย สมช.จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ ประกอบการพัฒนาแผนและแนวทางปฏิบัติให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย
สำหรับประชาชน ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ หากมีข้อมูลหรือคำแนะนำที่จำเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะสื่อสารให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประเทศในทุกมิติ
อ่านข่าว :
สมช.ถกแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง-ภัยไซเบอร์-โลกผันผวน
ถ้าแฮ็กเกอร์ควบคุมตู้แช่ได้ อุปกรณ์อะไรอีกบ้างที่อาจตกเป็นเป้าหมาย ?
"อนุทิน" สั่งจับตาภัยไซเบอร์ หวั่นกระทบความเชื่อมั่นส่งออกสินค้าไทย
นักวิเคราะห์ชี้ เหตุโจมตีตู้เย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรปอาจเป็นสงครามจิตวิทยา
จะเกิดภัยไซเบอร์ใหญ่กว่านี้ โครงสร้างพื้นฐานอาจเป็นเป้าหมายต่อไป
"ไชยชนก" เสนอ "สมช." ถกรับมือภัยไซเบอร์ พรุ่งนี้
"โจมตีไซเบอร์" ป่วนยุโรปพุ่งเป้า "ระบบตู้แช่เย็น" อุณหภูมิสูง 50 องศาฯ
