อิสราเอลเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ จับตาอนาคตการเมือง "เนทันยาฮู"

ต่างประเทศ
13:19
จำนวนผู้ชม 82
Thai PBS
อิสราเอลเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ จับตาอนาคตการเมือง "เนทันยาฮู"

วันนี้ (27 ต.ค.2569) CNN รายงาน คูหาเลือกตั้งทั่วประเทศอิสราเอลเปิดให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ที่ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงมติชี้ขาดทิศทางของประเทศว่าจะเดินหน้าไปในเส้นทางขวาจัดและชาตินิยมเข้มข้น หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอย่างฉับพลันเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2566 ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวทางความมั่นคงครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล

ตามมาด้วยการทำสงครามยืดเยื้อในฉนวนกาซา เลบานอน และความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ชาวอิสราเอลจำนวนมากใช้โอกาสนี้ในการพิพากษาความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดแรกในรอบหลายทศวรรษที่บริหารงานจนครบวาระ 4 ปี

โดยอาศัยการสนับสนุนจากพรรคขวาจัดและพรรคกลุ่มออร์โธดอกซ์สุดขั้ว นำไปสู่การผลักดันกฎหมายปฏิรูปตุลาการที่ลดทอนอำนาจศาลสูงจนเกิดการประท้วงใหญ่ และการคดีความฟ้องร้องตัวเนทันยาฮูในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน

คะแนนพรรคเล็ก-เสียงชาวอาหรับ ตัวแปรสำคัญ

ระบบการเลือกตั้งของอิสราเอลใช้ระบบสัดส่วน โดยประชาชนลงคะแนนให้บัญชีรายชื่อพรรคการเมือง พรรคที่จะได้ที่นั่งในสภาเคเนสเซต ซึ่งมีทั้งหมด 120 ที่นั่ง จะต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 3.25 ของคะแนนเสียงทั้งหมด ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองลงสมัครมากถึง 36 พรรค และคาดว่าจะมี 11-13 พรรคที่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปนั่งในสภาได้

การแข่งขันหลักเกิดขึ้นระหว่างพรรค Likud ฝ่ายขวาของเนทันยาฮู กับพรรค Yashar พรรคสายกลางน้องใหม่ที่นำโดย กาดิ ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญ

ผลสำรวจความคิดเห็นจาก Channel 12 ชี้ว่าพรรคของไอเซนคอตมีคะแนนนำอยู่ที่ 23 ที่นั่ง ตามด้วยพรรค Likud ที่ 21 ที่นั่ง ในขณะที่โพลจาก Channel 14 ซึ่งสนับสนุนเนทันยาฮู ประเมินว่า Likud จะได้ 30 ที่นั่ง และไอเซนคอตได้ราว 20 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม การเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ได้ประกันการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรวบรวมเสียงให้ได้อย่างน้อย 61 ที่นั่ง

ภาพรวมของกลุ่มการเมืองชี้ให้เห็นว่า พันธมิตรฝ่ายเนทันยาฮู ซึ่งประกอบด้วย Likud, พรรคขวาจัดของ เบซาเลล สโมทริช และ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รวมถึงพรรคออร์โธดอกซ์ 2 พรรค คาดว่าจะได้ที่นั่งรวมเพียง 49-55 ที่นั่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการครองเสียงข้างมาก

ขณะที่ฝ่ายค้านแม้จะมีคะแนนรวมดูดี แต่กลับมีความแตกแยกภายในสูง โดยไอเซนคอตต้องเผชิญการแข่งขันจากอดีตนายกรัฐมนตรี นัฟตาลี เบนเนตต์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อาวิกดอร์ ลีเบอร์แมน รวมถึงพรรค The Democrats สายซ้ายของ ยาอีร์ โกลาน

ยิ่งไปกว่านั้น การจัดตั้งรัฐบาลทางเลือกของฝ่ายค้านอาจต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนหรือการงดออกเสียงจากพรรคการเมืองชาวอาหรับ ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านหลายคนปฏิเสธความร่วมมือนี้ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะตีบตันทางการเมือง รัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลเอกภาพ หรือกระทั่งการต้องจัดตั้งการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

ปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้งอยู่ที่อัตราการออกไปใช้สิทธิของผู้ออกเสียง โดยเฉพาะกลุ่มชาวอาหรับในอิสราเอลที่มีสิทธิลงคะแนน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากร ซึ่งปกติมีอัตราการใช้สิทธิต่ำ ร้อยละ 53.2 ในปี 2565 แต่คาดว่าจะทะลุร้อยละ 60 ในครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 3.25 สูงขึ้น และอาจทำให้พรรคเล็กในซีกรัฐบาลเดิม เช่น พรรค Religious Zionism ของ สโมทริช เสี่ยงสอบตก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศกว่า 810,000 คน หรือราวร้อยละ 11 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ซึ่งไม่มีระบบลงคะแนนล่วงหน้าในต่างประเทศ ทำให้มีผู้เดินทางกลับมาลงคะแนนในประเทศเป็นจำนวนมาก

"โจทย์ใหญ่" เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการเกณฑ์ทหาร

ในแง่ของประเด็นการหาเสียง ปัญหาค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ลงคะแนนให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ อายุ 22-34 ปี ที่กว่าร้อยละ 58 ระบุว่าเป็นปัจจัยชี้ขาด มากกว่าประเด็นความมั่นคง

ในช่วงท้ายของการหาเสียง เนทันยาฮูได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากให้สัมภาษณ์กับ Channel 10 เสนอแนวคิดการใช้ "คริปโทเคอร์เรนซีและบล็อกเชน" เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากนานาชาติ อันเป็นผลมาจากนโยบายตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

ส่งผลให้ธนาคารแห่งชาติอิสราเอล (Bank of Israel) และนักเศรษฐศาสตร์ออกมาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าคริปโท ไม่สามารถใช้เลี่ยงการลงโทษทางเศรษฐกิจได้ ขณะที่คู่แข่งอย่างไอเซนคอตได้โจมตีแนวคิดนี้ว่าเป็น "BibiCoin" ที่กำลังนำพาเศรษฐกิจของชาติไปสู่ความเสี่ยงอย่างร้ายแรง

สำหรับผลกระทบต่อชาวปาเลสไตน์ หากเนทันยาฮูและพันธมิตรขวาจัดชนะการเลือกตั้ง นโยบายการขยายการตั้งถิ่นฐาน การยกเลิกข้อตกลงออสโล การกวาดล้างอำนาจบริหารของปาเลสไตน์ และการกดดันในกาซาจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน หากฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาล แม้จะไม่ได้เปลี่ยนทิศทางความมั่นคงอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากไอเซนคอตปฏิเสธแนวคิดการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน แต่นโยบายจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปราบปรามความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมากกว่า

บนเวทีโลก อิสราเอลกำลังเผชิญภาวะโดดเดี่ยวทางการเมืองอย่างหนัก หลังจากการถูกสอบสวนโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และการที่หลายประเทศในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์พร้อมกำหนดมาตรการลงโทษกลุ่มขวาจัดของอิสราเอล

หากรัฐบาลเนทันยาฮูได้กลับมา แรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากนานาชาติจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเกิดการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการทูตลงได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขรอยห่างทางนโยบายกับชาติตะวันตกได้ทั้งหมดก็ตาม

บาดแผลเหตุโจมตี 7 ต.ค. และภาระกำลังพล

เนทันยาฮูสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองจากการเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง แต่เหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2566 กลับเกิดขึ้นในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านจึงเรียกร้องให้เขารับผิดชอบต่อความล้มเหลว และผลักดันให้มีคณะกรรมการสอบสวนระดับรัฐเพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาดด้านความมั่นคง ซึ่งเนทันยาฮูยังคัดค้านการจัดตั้ง

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับเรื่องราวส่วนตัวของไอเซนคอต ที่สูญเสียลูกชายวัย 25 ปี ขณะสู้รบในกาซาเมื่อเดือน ธ.ค.2566 ทำให้เขามีภาพลักษณ์เป็นผู้สมัครที่เข้าใจต้นทุนของสงคราม ขณะเดียวกัน หลายพรรคดึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและญาติของอดีตตัวประกันเข้ามาเป็นผู้สมัคร รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ทหารกองหนุนที่เพิ่งผ่านการสู้รบในกาซาและเลบานอน เพื่อผลักดันประเด็นภาระการรับราชการทหารให้เป็นหัวข้อสำคัญของการเลือกตั้ง

ชายชาวยิวส่วนใหญ่ที่มีอายุเกิน 18 ปีอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการเกณฑ์ทหาร แต่ผู้ชายชาวยิวออร์โธดอกซ์ได้รับการยกเว้นมาเป็นเวลานานเพื่อศึกษาศาสนา พรรคออร์โธดอกซ์ที่ร่วมรัฐบาลต้องการรักษาและขยายข้อยกเว้นดังกล่าว แม้กองทัพอิสราเอลระบุว่ากำลังขาดแคลนกำลังพลมากกว่า 12,000 นาย และต้องรับมือกับการสู้รบหลายแนวรบ

กำลังพลสำรองจึงต้องเข้าประจำการซ้ำ ๆ บางคนปฏิบัติหน้าที่รวมหลายร้อยวันต่อปี ฝ่ายค้านทุกพรรคให้คำมั่นว่าจะผลักดันการรับราชการทหารอย่างทั่วถึงมากขึ้น ประเด็นนี้จึงเป็นทั้งเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมและความพร้อมของกองทัพในระยะยาว

อ่านข่าว :

“นายกฯ” ยังไม่เซ็นรับรองร่าง กม. 4 ฉบับ ยกเลิกภาษีบาปอุดหนุน 4 องค์กร

นายกฯ เผย ครม.สะดวกศึกซักฟอกตั้งแต่ 6 ธ.ค. ให้วิป 3 ฝ่ายเคาะจำนวนวัน

เครือข่ายปชช. ชุมนุมเรียกร้องนายกฯ "อนุทิน" หยุดเซ็นรับรอง กฎหมาย 4 ฉบับ